|
ake3king
|
 |
« on: 27 มิถุนายน 2009, 10:19:56 » |
|
เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ของการถ่ายรูปเลยหละครับ ถ้าเพื่อน ๆ มือใหม่ หรือกลุ่มลองผิดลองถูกมาเอาไปลองทำ ก็คงจะช่วยเป็นแนวทางได้บ้าง แม้แต่ผมเองก็ถือว่า ทุกวันนี้ยังเป็นกลุ่มลองไปเรื่อย ๆ อยู่นั่นแหละ
ทุกวันนี้ผมใช้ MODE Manual ตังวัดแสงเป็นเฉลี่ยหนักกลาง
แรก ๆ ผมใช้วัดแสงเฉพาะจุด แล้วเลือกวัดแสงที่คิดว่าตรงนั้นเทียบเท่ากับสีเทากลาง หรือบางที่ก็ปรับ Over ไป 2 ขีด แล้วหาวัดแสงตรงสีขาว หรือบางที่ก็ปรับ Under ไป 2 ขีด แล้วหาวัดแสงตรงสีดำ
แต่เดี๋ยวนี้อ่านเยอะ ถามเยอะ เลยชักชอบ Mode Manual
เนื่องจากที่ผมใช้ Mode Manual จึงใช้วิธีดู Over / Undare เอาครับ ถ้าในภาพมีส่วนสว่างมากกว่าส่วนมืด ก็จะปรับไปทาง Over ตามความเหมาะสม (กะ ๆ เอา) ถ้าในภาพมีส่วนมืดมากกว่าส่วนสว่าง ก็จะปรับไปทาง Under ตามความเหมาะสม (กะ ๆ เอา)
เพื่อน ๆ หละครับ ทำยังไงกันบ้าง ตอนวัดแสง เผื่อผมจะเก็บเอาไปใช้บ้าง ขอบคุณครับ
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
|
POPCORN
|
 |
« Reply #1 on: 27 มิถุนายน 2009, 16:16:28 » |
|
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
|
|
|
ake3king
|
 |
« Reply #3 on: 27 มิถุนายน 2009, 18:03:04 » |
|
แหม่ ๆ น้าคนนี้อะ ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะ บอกเคล็ดลับหน่อยสิ
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
|
|
|
|
Pop Underdogs
สมาชิกระดับโคตรเทพ
Offline
Gender: 
Posts: 2,303
SUICIDE ALLEY
|
 |
« Reply #6 on: 27 มิถุนายน 2009, 18:14:11 » |
|
 มารอด้วยคน 
|
|
|
|
|
Logged
|
SUICIDE IS PAINLESS
|
|
|
|
yoyomr
|
 |
« Reply #7 on: 28 มิถุนายน 2009, 01:38:07 » |
|
รอด้วยได้ไหมครับ ปล ว่าแต่รอไปรอมา มีแต่คนรอแฮะ ขอผู้รู้ให้ความรู้หน่อยเร้ว ผมน้องใหม่ต้องใช้แล้วด้วยสิ เดี๋ยวไปถ่ายงานรับปริญญาพี่ที่รู้จักกัน จะแย่เอาน้า
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
HiSoMan:The Grand Central
สมาชิกระดับซุปเปอร์ไซย่า
Offline
Gender: 
Posts: 4,701
ตากล้องสงคราม หัวใจสีชมพู
|
 |
« Reply #8 on: 28 มิถุนายน 2009, 02:21:26 » |
|
ก่อนจะรู้เทคนิก มารู้พื้นฐานก่อนเลยนะ
-------------------------------- การวัดแสงตอนที่ 1 [ทำไมต้องวัดแสง]
การเกิดรูปถ่ายจากกล้องถ่ายรูปนั้น อาศัยการที่แสงลอดผ่านเลนส์เข้าไปตกกระทบที่ CCD, CMOS, ฟิล์ม แล้วเกิดปฏิกิริยาเกิดเป็นภาพขึ้นมา ง่ายๆแค่นี้เอง
แต่...มันไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิ เพราะปริมาณแสงผ่านเข้าไปนั้นจะต้องพอดิบพอดี ไม่เช่นนั้นจะเกิดอาการ Over หรือ Under
รูปที่ Under หมายถึงปริมาณแสงที่เข้ามาน้อยเกินไป รูปเลยมืดกว่าปกติ รูปที่ Over หมายถึงปริมาณแสงที่เข้ามามากเกินไป รูปเลยสว่างกว่าปกติ
เสมือนว่า เราต้องการมอมเหล้าสาวคนนึง ถ้าเราให้ปริมาณแอลกอฮอล์น้อยเกินไป สาวก็จะไม่เมา แต่ถ้ามามากเกินไป สาวเข้าก็อาจจะกลายเป็นลำยองไปซะได้ อิอิ
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
HiSoMan:The Grand Central
สมาชิกระดับซุปเปอร์ไซย่า
Offline
Gender: 
Posts: 4,701
ตากล้องสงคราม หัวใจสีชมพู
|
 |
« Reply #9 on: 28 มิถุนายน 2009, 02:24:26 » |
|
การวัดแสงตอนที่ 2 [การใช้ Mode การวัดแสงขั้นพื้นฐาน
โดยทั่วไป กล้อง DSLR รุ่นใหม่ๆ จะมีระบบวัดแสงอยู่ประมาณ 3 แบบ
- วัดแสงทั้งภาพ - วัดแสงแบบเน้นหนักกลาง - วัดแสงแบบเฉพาะจุด
ซึ่งการวิธีและการใช้งานต่างกันพอสมควร
------------------------------------------------------ วัดแสงทั้งภาพ
ในกล้อง DSLR จะมี Mode นี้เสมอ ซึ่งแต่ละยี่ห้อหรือแต่ละรุ่นจะมีชื่อเรียกและวิธีวัดแตกต่างกันไป เช่น Average Metering, Matrix Metering, ESP , ฯลฯ
แต่โดยประจุดสงค์การวัดแบบนี้ คือการพยายามเก็บรายละเอียดทั้งภาพให้ได้ครบถ้วน จึงนำค่าแสงทั้งหมดใน frame มาคำนวณทั้งหมด แล้วบอกว่าเราควรจะใช้รูรับแสงกับ Shutter Speed เท่าไหร่
ดังนั้นการวัดแสงแบบทั้งภาพ จึงเหมาะกับการถ่ายรูปใดๆก็ตาม ที่เราสนใจรายละเอียดทั้งภาพ เช่น วิว, ภาพฝูงชน, ผนังที่มีลวดลายสวยๆ, ฯลฯ
----------------------------------------------------- วัดแสงแบบเน้นหนักตรงกลาง
หรือภาษอังกฤษเรียกว่า Center Weighted Metering เป็นการวัดแสงที่นำค่าแสงที่วัดได้ทั้งหมดมาคำนวณ แต่ว่าจะเน้นหนักส่วนตรงกลางมากเป็นพิเศษ และนำส่วนรอบนอกมาคำนวณเช่นกันแต่ให้น้ำหนักน้อย
หมายเหตุ: ความกว้างของส่วนตรงกลางและวิธีการคำนวณ จะต่างกันไปตามยี่ห้อและรุ่นของกล้อง
การวัดแสงแบบนี้ เหมาะสำหรับการเน้นจุดสนใจ ในส่วนใดส่วนหนึ่งของภาพ เช่น ถ่ายรูปสัตว์, รูปนักกีฬา, รูปแนว Street, รูป Snap Shot รูป Portrait ที่สภาพแสงไม่ซับซ้อนนัก, ฯลฯ
วิธีการนี้มักจะมีข้อเสียคือ หากรูปเป็นลักษณะย้อนแสง หรือถ่ายในร่มแต่ฉากหลังเป็นกลางแจ้ง อาจจะเกิดข้อผิดพลาดได้ เพราะแสงรอบนอกนั้นมีประมาณมากจนคำนวณผิด
------------------------------------------------------------ การวัดแสงเฉพาะจุด
เป็นการวัดแสงที่แม่นยำที่สุด (แต่ก็ยุ่งยากที่สุดเช่นกัน) โดยนำค่าแสงตรงจุดตรงกลางมาคำนวณเท่านั้น โดยไม่สนใจส่วนอื่นเลย โดยให้จุดที่วัดจะมีความสว่างเท่ากับเทากลาง (เทา 18% หรือ Zone 5)
โดยทั่วมักจะใช้การวัดแสงที่ต้องการความแม่นยำสูง หรือในสภาพแสงที่ซับซ้อน
ตัวอย่างที่ 1 เช่น การถ่าย Portrait สาวๆในสวนรถไฟ เราต้องการให้หน้าของนางแบบสว่างเท่ากันทุกรูป โดยไม่สนใจสิ่งต่างๆรอบตัว เราจึงใช้การวัดแสงเฉพาะจุดวัดที่แก้มของนางแบบทุกรูป
ตัวอย่างที่ 2 เช่น การถ่ายโบราณสถานให้สีถูกต้องตามความเป็นจริง เราใช้การวัดแสงแบบเฉพาะจุด วัดแสงที่ฐานเจดีย์ที่เรามองว่ามีความสว่างเท่ากับเทากลาง รูปออกมาจึงสว่างและให้สีสันถูกต้อง
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
HiSoMan:The Grand Central
สมาชิกระดับซุปเปอร์ไซย่า
Offline
Gender: 
Posts: 4,701
ตากล้องสงคราม หัวใจสีชมพู
|
 |
« Reply #10 on: 28 มิถุนายน 2009, 02:26:01 » |
|
การวัดแสงตอนที่ 3 [การวัดแสงและชดเชยแสงเพื่อความสมจริง]ในอดีตนั้น สมัยที่ฟิล์มเป็นขาวดำ ได้มีชายผู้เป็นปรมาจารย์ชื่อว่าปู่ Ansel Adams ได้คิดค้นระบบ Zone System ขึ้นมา โดยจะแบ่ง Tone สีที่ปรากฏในภาพเป็นดังนี้  แต่เวลาเราวัดแสง (ใช้ Spot อย่างเดียวนะ) ที่วัตถุใดๆที่มีสีสว่างหรือมืด มันจะมองวัตถุนั้นเป็นสีเทากลางเสมอ (Zone 5) ถ้าเราวัดวัตถุใดที่สีมืดหรือสว่างที่ไม่ใช่ Zone 5 จะทำให้ภาพออกไม่ตรงกับสิ่งที่ตาเห็น ดังนั้นถ้าหากจะถ่ายรูปเพื่อให้ได้ความสมจริงมากที่สุด เราต้องทำวิธีการดังนั้นนี้ครับ * หาจุดที่ความสว่างเทากลางในภาพ ใช้ Spot Meter วัดแสงตรงนั้น แล้วก็ถ่าย อ๊ะๆๆ แต่ถ้ามองไปทางไหน ก็ไม่เห็นจุดที่สว่างเท่ากับเทากลางเลยล่ะ แล้วจะทำยังไง เราก็ต้องชดเชยแสงจ้ะ * ดูว่าจุดที่เราวัดแสงนั้นสว่างหรือมืดกว่าเทากลางกี่ระดับ ให้ชดเชยแสงบวกลบจำนวน Stop เท่ากับระดับความสว่าง เช่น เรารูปปั้นเหล็กสีดำประมาณ Zone 2 เราต้องชดเชยแสงทางลบ 3 Stop วัดแสงตรงรูปปั้น แล้วถ่าย , ถ้าถ่ายสาวผิวขาวจั๊ว Zone 7 เราต้องชดเลยทางบวก 2 Stop, ฯลฯ ***** แต่เดี๋ยวก่อน Zone ที่เห็นด้านบนนั้น ใช้สำหรับฟิล์ม Negative ที่มี Dynamic Range ช่วง +/- 5 Stop เท่านั้น ถ้าเป็นฟิล์ม Slide หรือกล้องดิจิตอลมันจะหดเหลือแค่ +/- 2 Stop (บางรุ่นอาจจะได้ 2 ครึ่งหรือ 3 นะ แล้วแต่) ดังนั้นถ้าเราใช้กล้อง DSLR ยี่ห้อ XXX ที่มี DR อยู่ที่ช่วง +/2 Stop แล้วถ่ายกับตัวอย่างด้านบน เช่น ถ้าเราถ่ายรูปปั้นเหล็ก เราก็ชดเชยแสงที่ลบ 1 1/3 Stop โดยประมาณ ง่ายๆแค่นี้ล่ะ อิอิ
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
HiSoMan:The Grand Central
สมาชิกระดับซุปเปอร์ไซย่า
Offline
Gender: 
Posts: 4,701
ตากล้องสงคราม หัวใจสีชมพู
|
 |
« Reply #11 on: 28 มิถุนายน 2009, 02:28:56 » |
|
การวัดแสงตอนที่ 4 [การชดเชยแสงเพื่อความสวยงาม]
แม้เราจะวัดแสงและชดเชยได้อย่างถูกต้องพอดีแล้ว แต่ไม่แน่เสมอไปว่ารูปที่ออกมานั้นจะสวย
กรณีที่ 1 มีสาวคนนึงเป็นคนผิวคล้ำ ตากล้องเถรตรงเลยวัดแสงแล้วชดเชยแสงทางลบไป 1/2 Stop แน่นอนว่าได้ผิวสีตรงกับขาวเป็นจริง แต่มีตากล้องอีกคน ตั้งชดเชยแสงเป็นบวก 1/2 Stop แล้วลืมปรับปุ่มชดเชยแสง พอถ่ายออกมาสีผิวดูสว่างกว่าความจริง แต่สาวที่โดนถ่ายกลับชอบตากล้องคนหลังมากกว่า เพราะชอบสีผิวขาวๆสว่างๆ
กรณีที่ 2 มีตากล้องคนหนึ่ง ไปถ่ายรูปวิวพระอาทิตย์ แต่ด้วยเวลาน้อยเพราะแฟนโทรตาม เลยใช้วิธีถ่ายคร่อม โดยเริ่มต้นที่วัดแสงเฉลี่ยทั้งภาพ แล้วชดเชยแสงไปทั้งทางบวกและลบที่ละ 1/2 Stop อย่างละรูป จึงได้รูปมุมเดียวกัน แต่ได้รูปเปิดรับแสงต่างกันมามากกว่า 10 ภาพ ถ่ายเสร็จรีบกลับไปหาแฟน หลังจากกินข้าว เขาก็มานั่นเลือกรูป เขาเลือกรูปที่ชดแชยแสงทางลบ 1 Stop มาใช้เพราะสวยที่สุด
กรณีที่ 3 ตากล้องคนนึงจะถ่ายรูปติดบัตรให้น้องสาว แต่น้องบอกว่าฉากหลังต้องสีเขียวอ่อนนะ แต่เขามีแต่ฉากหลังสีเขียวเข้ม เขาจึงแก้ปัญหาโดยการวัดแสงที่ฉากหลังแล้วชดเชยไปทางบวก จากนั้นก็จึงจัดไฟให้หน้าของน้องสาวสว่างพอดี
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
HiSoMan:The Grand Central
สมาชิกระดับซุปเปอร์ไซย่า
Offline
Gender: 
Posts: 4,701
ตากล้องสงคราม หัวใจสีชมพู
|
 |
« Reply #12 on: 28 มิถุนายน 2009, 02:30:49 » |
|
การวัดแสงตอนที่ 5 [กฏ Sunny 16]
ในอดีตกาลซึ่งนานมาแล้ว กล้องไม่มีอุปกรณ์การวัดแสงมาให้ การวัดแสงจะต้องความสามารถของตากล้องในการปรับค่ารูรับแสงและ Speed Shutter เอาเอง จึงมีกฏง่ายๆ (แต่ทำยาก) มาใช้กัน โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. ตั้ง Speed Shutter เท่ากับ ISO ของฟิล์มหรือใกล้เคียงที่สุด เช่น ISO 100 ให้ตั้งเท่ากับ 125, ISO 400 ให้ตั้งเท่ากับ 500
2. ให้ดูแสงด้วยตา ว่าเราจะถ่ายอะไรในสภาพแสงอย่างไร แล้วปรับรูรับแสงดังนี้ - f/22 แดดแรงๆ และหิมะตกตรีม (ว่าไปนั้น) - f/16 ถ้าแสงแดดแรงๆ - f/11 ถ้ามีเมฆนิดหน่อย - f/8 มีเมฆพอสมควร - f/5.6 ถ้าท้องฟ้าเมฆเยอะ แทบไม่มีเงาเลย - f/4 ตอนเย็นๆ หรือในร่มที่แสงมากหน่อย แล้วอีกนิดเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น - f/2.8 หรือต่ำกว่า หากถ่ายในที่ร่มที่แสงน้อยๆ
3. ชดเชยแสงตามสภาพแวดล้อม เช่น ที่สภาพที่หิมะเยอะๆ อาจจะชดเชยทางลบไป 1 Stop เพื่อไม่ให้หิมะขาวเกินไป
4. ปรับ Shutter Speed และรูรับแสงใหม่ ตามความวัตถุเคลื่อนไหว เช่น ถ้ากำลังใช้ฟิล์ม ISO 100 แต่เราต้องการถ่ายคนวิ่งให้นิ่ง ถ้าใช้ Shutter Speed ที 125 ภาพอาจจะเบลอๆนิดนิด จากกฏ Sunny 16 เราตั้งใช้ที่ f/11 และ Shutter Speed ที่ 125 เราต้องการให้หยุดการเคลื่อนไหว เราจึงปรับ Shutter Speed ไปที่ 500 แต่เราจะต้องเปิดรูปรับแสงเพิ่มอีก 2 Stop เป็นเป็น f/5.6 ด้วย เพื่อให้ได้แสงเท่าเดิม
------------------------------------------------------------------------------------ กฏ Sunny 16 สามารถใช้ได้ดีกับ Film Negative ครับผม ถ้าเป็นกล้อง DSLR หรือฟิล์ม Slide อาจจะลำบากเพราะ DR มันต่ำนะจ้ะ
|
|
|
|
« Last Edit: 28 มิถุนายน 2009, 02:41:20 by HiSoMan:The Grand Central »
|
Logged
|
|
|
|
HiSoMan:The Grand Central
สมาชิกระดับซุปเปอร์ไซย่า
Offline
Gender: 
Posts: 4,701
ตากล้องสงคราม หัวใจสีชมพู
|
 |
« Reply #13 on: 28 มิถุนายน 2009, 02:36:43 » |
|
อ่านๆดู อาจจะ อ๊ากกกกกก ทำไมมันเยอะยังงี้ อันนี้คือทฤษฎีที่ผมพยายามย่อยให้เล็กที่สุดแล้ว ฮ่า (นอกนั้นคือทางลัด) อาจจะยาก แต่ถ้ารู้จนกระจ่าง ก็สามารถใช้กล้องได้ทุกยี่ห้อ ทุกระดับ ทุกกาลเวลา แม้กล้องที่วัดแสงเสีย เราก็ถ่ายได้ และที่สำคัญ ไม่โดนเทพบางท่านแหกตาโดยวิชามาร อิอิ
----------------------------------- อ่ะ ใครมาช่วย post เทคนิกเฉพาะตัวหน่อยสิ
|
|
|
|
« Last Edit: 28 มิถุนายน 2009, 02:40:28 by HiSoMan:The Grand Central »
|
Logged
|
|
|
|
|
ช่างภาพ ช่างถ่าย VDO -:-Thodsaponkorn
|
 |
« Reply #14 on: 28 มิถุนายน 2009, 06:16:09 » |
|
ของผมจะไม่ใช่เทคนิคการวัดแสงนะครับ แต่เป็นเทคนิค การจำ แสงที่วัด จะมีประโยชน์ เวลาไปถ่ายงานที่มี แสงสับสน เปลี่ยนแปลงตลอด เช่นงาน event กลางคืน ต่างๆ คอมเสริต์ โดย ช่วงแรก ของงาน เราก็จะเหนื่อนเป็นพิเศษ เราต้องมาดูและสังเกตุ การเล่นแสงของคนกำกับเวลา ว่ามาแนวไหน แล้ววัดหาแต่และจุดของช่วงโชว์ ให้ได้แบบที่เราต้องการที่สุด และจำไว้ พอการแสดงดำเนินไป จะมีแสงแต่ละ ช่วงที่เราเคยวัดและถ่ายมาแล้ว เราก็จะ ปรับกล้องได้ ง่ายและไวขึ้น อันนี้เป็นเทคได้รึป่าวครับ  ประมาณว่าพยามทำตัวเองให้เป็นโหมดAVแต่กล้องเราเปิด Mไว้ สุนกดีนะครับ ถ้าจำพลาดเราพลาดเอง จะำได้ไม่ไปโืทษกล้อง  ผมมักจะถ่าย แมนนั่ว เพราะ มันทำให้เราได้ทำงานไปกับกล้องรู้สึกดีเมื่อทำงานเข้าขากัน  * หาจุดที่ความสว่างเทากลางในภาพ ใช้ Spot Meter วัดแสงตรงนั้น แล้วก็ถ่าย
อ๊ะๆๆ แต่ถ้ามองไปทางไหน ก็ไม่เห็นจุดที่สว่างเท่ากับเทากลางเลยล่ะ แล้วจะทำยังไง บ้างครั้งผมจะใส่เสื้อสีเทาไปถ่ายงาน 
|
|
|
|
« Last Edit: 28 มิถุนายน 2009, 06:28:03 by ???Thodsaponkorn??? »
|
Logged
|
|
|
|
|
ake3king
|
 |
« Reply #15 on: 29 มิถุนายน 2009, 08:59:49 » |
|
โอ้ว ขอบคุณ มาสเตอร์ป๋อง บรรยายได้เป็นฉาก ๆ เลยครับ ขอบคุณมาก ๆ
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
|
น้าต๊อก
|
 |
« Reply #16 on: 29 มิถุนายน 2009, 09:30:06 » |
|
 ได้ฟามรู้อีกแล้วคับ..
|
|
|
|
|
Logged
|
Multiply : tokphoto.multiply.com ช่างภาพอิสระ ไร้ค่าย ไม่มีสังกัด www.dpixmania.com
|
|
|
|
WaZK
|
 |
« Reply #17 on: 29 มิถุนายน 2009, 10:16:32 » |
|
ถ่ายรูปมา เจ็ดเดือน พึ่งจะรู้ว่าวัดแสงยังไง- -'' ปกติ อาศัยกะๆเอาเองตลอดเลย เหอๆๆๆ
|
|
|
|
|
Logged
|
คลังรูป: http://wazknight.multiply.comอุปกรณ์ Body: Canon 7D , 450D Lens: EF-s15-85IS USM EF-s 70-200F4L IS EF50mm f1.8 EF85mm f1.8 USM Flash: 430 Ex II
|
|
|
adv
สมาชิกระดับซุปเปอร์ไซย่า
Offline
Gender: 
Posts: 3,620
"นายกสมาคมคนรักครอบครัว"
|
 |
« Reply #18 on: 29 มิถุนายน 2009, 10:18:28 » |
|
ขอบคุณคร้าบบ น้าป๋อง ถึงแม้ผมอ่านแล้วจะ  หน่อย เพราะผมแพ้ตัวหนังสือเยอะๆ 555 แต่ยังไงก็ขอบคุณที่นำมาแชร์กันครับ
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
|
:: photostory ::
|
 |
« Reply #19 on: 29 มิถุนายน 2009, 12:50:34 » |
|
copy copy copy แล้วเอาไปอ่านต่อที่บ้าน อิอิอิ 
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
|
jenova
|
 |
« Reply #20 on: 30 มิถุนายน 2009, 14:57:24 » |
|
อ่านจบแย้ว ได้ประโยชน์อย่างยิ่ง  โป้กกกก!  หัวหน้า: ทำไรฟระเนี่ยว่างเร้อะ เอางานไป me: 
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
|
|
|
Edison512
|
 |
« Reply #22 on: 16 สิงหาคม 2009, 21:27:25 » |
|
ความรู้อีกแล้ว 
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
|
|
|
k.1968
|
 |
« Reply #24 on: 23 พฤษภาคม 2010, 00:28:25 » |
|
เป็นประโยชน์มากๆๆเลยครับ
ขอบคุณครับ
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
|