ชุมชนช่างภาพอิสระ dpixmania.com
Welcome, Guest. Please login or register.
Did you miss your activation email?

Login with username, password and session length
News:
 
Pages: [1]
  Send this topic  |  Print  
Author Topic: การให้ที่ยิ่งใหญ่...  (Read 486 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
ThE_PtK
สมาชิกนักโพส
****
Offline Offline

Posts: 364



View Profile Email
« on: 28 มิถุนายน 2009, 03:03:08 »

ดูแล้วชอบ..มันมีอะไรแผงอยู่มากมาย...ถ้าใช้สติคิด

เอามาจาก  http://www.oknation.net/blog/print.php?id=422860


<a href="http://www.youtube.com/v/7x6b4NaXxqk&amp;hl=en&amp;fs=1&amp;" target="_blank">http://www.youtube.com/v/7x6b4NaXxqk&amp;hl=en&amp;fs=1&amp;</a>


คงจำภาพโฆษณา ?การให้ที่ยิ่งใหญ่คือ การให้ต่อไปไม่รู้จบ ? กันได้บ้างนะคะ


เห็นว่าเหมาะกับ ?ธรรมบรรยาย? ของท่านสันติกโรภิกขุ


เรื่อง ?การให้..ตามวิถีธรรมชาติ? ภาค ๒


ซึ่งจะเป็นคำอธิบายหลักการให้ ๔ ประการที่กล่าวมาแล้วในภาค ๑


เลยนำมาเสนอประกอบหัวข้อในวันนี้



การให้ตามวิถีธรรมชาติ: ความหมายและองค์ประกอบ


?เมื่ออยู่ในสังคมอเมริกา อาตมาต้องใช้เวลาทบทวนความหมายของหลักธรรมทั้งหลาย เฉพาะอย่างยิ่ง


การให้ หากไม่ทบทวนเราอาจจะตีความเข้าข้างตัวเอง ตึความตามแบบทุนนิยมหรือบริโภคนิยมก็ได้


ซึ่งอาตมาเป็นห่วงว่า จะไขว้เขวจากความหมายของพระพุทธเจ้า ตามที่อาตมากำลังศึกษาอยู่


การให้จะมีลักษณะบางอย่างที่เข้าใจได้ไม่ยาก การให้ในแบบที่อาตมาเรียกว่า ?วิถีธรรมชาติ?


ความหมายตรงนี้ ?ตามวิถีธรรมชาติ? ก็คือเป็นการให้แบบธรรมะ ตามวิถีธรรมชาติก็จะมีลักษณะ


๔-๕ ประการ


ประการที่หนึ่ง การให้ที่เป็นการให้ฟรี


การให้ที่เป็นการให้ฟรี หมายความว่าไม่หวังอะไรตอบแทน ถ้าให้โดยคาดว่า จะมีอะไรตอบแทน ไม่เรียกว่าทาน ตัวอย่างเช่น ถ้าให้อะไรโดยคาดหวังว่า เขาจะขอบคุณตรงนี้ไม่บริสุทธิ์เสียแล้ว เพราะคาดหวังคำว่า ?ขอบคุณ? ถ้าเขาขอบคุณเราเอง นั่นไม่เป็นไร แต่ถ้าจะให้เพื่อจะได้คำว่าขอบคุณ การให้จะกลายเป็นการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ให้ฟรีๆ แต่คล้ายเป็นการให้เพื่อซื้อคำว่าขอบคุณหรือถ้าให้เพื่อว่า คนรับจะต้องทำสิ่งนี้ สิ่งนั้นให้แก่เรา มันมีเงื่อนไขเสียแล้ว ไม่ฟรี การให้ที่ฟรี หมายความว่าผู้รับอิสระ ผู้รับจะตอบแทนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้รับ นี้เป็นวิธีที่ละเอียดอ่อนของพระพุทธเจ้า ที่จะไม่ใช้อะไรไปบังคับคนอื่น


แต่การให้แบบปุถุชน ปุถุ มาจากคำว่า หนา ปุถุชน ก็คือ คนที่ยังหนา ยังไม่มีอะไรปิดบังอยู่ มองอะไรก็เห็นไม่ชัด ปัญญาอาจจะอ่อนด้อยสักหน่อย พวกหนา พวกปุถุชน ให้เพื่อจะได้ คือใช้การให้เป็นเครื่องมือไปบังคับจิตใจคนอื่น อาตมาต้องขออภัยที่จะบอกว่า คนไทยเก่งตรงนี้ เก่งมากในการบีบใจคนอื่นเพื่อจะได้ในสิ่งที่เราต้องการ ฝรั่งก็มีวิธีบังคับในแบบอื่น เช่น ใช้เงินมาจ้างซึ่งเป็นวิธีของคนอเมริกัน ไม่เรียกว่าให้ แต่เรียกว่าจ้าง เป็นการบังคับ แม้แต่การให้เพื่อจะได้ขึ้นสวรรค์ ซึ่งความเชื่อแบบนี้ทำให้คนทำบุญกันยกใหญ่ เพื่อว่าตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์ นี้ก็คือการหวังว่าจะได้สิ่งตอบแทน เป็นหลักการแลกเปลี่ยน และดูเหมือนว่าจะไปบังคับกฏธรรมชาติ ให้เราได้วิมานสักหลัง การให้แบบนี้ถ้าพิจารณาจริงๆ ตามหลักธรรมก็ไม่เหมาะ


ถ้าจะตรงกับหลักธรรมะในพุทธศาสนา การให้ต้องฟรี ให้อิสระกับผู้รับ และถ้าผู้รับอิสระ เราก็อิสระในใจด้วย ไม่ใช่ว่าใจจะต้องไปผูกพันอะไรตรงนี้มาก ให้ฟรีๆก็จบ มันง่ายดี แต่ถ้าใครชอบยึดมั่นถือมั่น ว่าข้าได้ให้เอ็งอย่างนี้ เอ็งจะต้องมาให้มาตอบแทนใครอยากทำแบบนี้ก็ตามใจ แต่ชีวิตจะวุ่นวายกว่า นี้คือข้อแรก การให้ฟรีๆโดยไม่หวังอะไรตอบแทน


ประการที่สอง สิ่งที่ให้นั้นต้องเหมาะสม


คำว่าเหมาะสมมีความหมายกว้าง แล้วแต่สถานการณ์ สมมติว่าพระป่วยเป็นโรคเบาหวาน โยมก็อย่าไปถวายของหวานมันไม่เหมาะสม หรือโยมไม่ควรถวายโทรทัศน์ให้พระ ทุกวันนี้มีการถวายของที่ไม่เหมาะสมกับพระ เช่น บุหรี่ คล้ายกับไปถวายมะเร็งให้ท่าน พวกเราต้องระวังตรงนี้ เพราะว่าสังคมสมัยใหม่มีการให้ที่มั่ว ให้ในสิ่งที่ไม่เหมาะสม จะให้อะไรกับเด็ก ก็ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์แท้จริงกับเด็ก ต้องเลือกสิ่งที่เหมาะสม ถ้าเห็นใครที่เราอยากจะช่วยเราก็ช่วยเขา แต่ขอให้ใช้เวลาเลือกสิ่งที่เหมาะสมด้วย เดี๋ยวนี้คนไทยค่อนข้างอยากเข้าวัด ก็แวะร้านสังฆทานซี้อถังสังฆทานไปถวาย ของหลายอย่างนั้นกินไม่ได้    เพราะว่ามีกลิ่นแฟ๊บอยู่ ร้านสังฆทานนั้นเขาไม่แคร์ ไม่เดือดร้อน ไม่ใส่ใจ เพราะว่าเขาได้กำไรแล้ว และบางทีคนถวายก็ไม่แคร์ ไม่ใส่ใจมาก เพราะสักแต่ว่าถวายแล้วก็กลับบ้าน คิดว่าเรื่องจบ แต่ที่จริงยังไม่จบ ของที่ถวายใช้ไม่ได้ บริโภคไม่ได้ มันก็กลายเป็นมลภาวะ ไม่มีประโยชน์และมีพิษด้วย


ซึ่งจะต่างจากโยมที่รู้ว่าพระรูปนี้ พระรูปนั้นเป็นพระนักศึกษา โยมก็ถวายหนังสือ ถวายค่ารถ ถวายอะไรที่สนับสนุนการศึกษาของท่าน หรือพระองค์นี้ ร่างกายอ่อนแอ  บางทีถวายหาหมอนวด(ผู้ชายนะ) มานวดขาให้ท่านแข็งแรงขึ้น หรือฝังเข็ม หรือจะรักษาอะไรให้เลือกสิ่งที่เหมาะสมกับผู้รับ กับพระก็ดี กับเด็กก็ดี หรือแม้กับผู้ใหญ่ กรณีคนแก่การให้ความอบอุ่นก็เพียงพอ คนแก่อาจไม่ต้องการสิ่งของเพราะว่าไม่มีความจำเป็นหรือไม่ได้ต้องการ เพียงให้ลูกหลานจัดเวลามาสนใจคนแก่เสียหน่อย มาให้ความอบอุ่นแก่ท่านเท่านั้น นี่คือ เลือกสิ่งที่เหมาะสม อันนี้ข้อที่สอง


ประการที่สาม ผู้รับควรเหมาะสมตามหลักในพุทธศาสนา คือ ให้กับผู้ที่สมควรได้รับ จึงจะถูกต้อง ในสายตาของอาตมา ความสมควรหรือความเหมาะสม อยู่ที่ความต้องการ เช่น เด็กขาดอาหาร การให้อาหารกับคนที่ขาดแคลนก็เป็นที่เรื่องที่เหมาะ เพราะว่าเขามีความต้องการจริงๆ กับพระให้ปัจจัยสี่เท่าที่เหมาะสม หากเราดูกุฏิของท่าน พบว่าเต็มไปด้วยแฟ๊บ สบู่ กระดาษทิชชู่ โยมไม่ต้องไปถวายท่านอีก มันล้นกุฏิเสียแล้ว แต่ถ้าไม่รู้พวกเราก็ไม่ต้องให้อะไรท่าน ท่านมีเกินควรเสียแล้ว หรือถ้าเป็นพระที่รู้จักรับ แล้วเอาไปใช้ประโยชน์ อันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง คือให้กับคนที่จะนำสิ่งนั้นไปทำประโยชน์ เด็กมีอาหารกิน เด็กก็จะพัฒนาชีวิตต่อไป หรือสมมติว่าเป็นหมอที่ดูแลประชาชน ก็ทำอะไรเพื่อช่วยหมอ ให้กำลังใจกับหมอ เฉพาะอย่างยิ่งหมอที่เสียสละ ไม่ใช่หมอที่หากินร่ำรวยคดโกงอย่างที่มีกันอยู่บ้าง คือเลือกผู้รับที่เหมาะสม หรือองค์กรพัฒนาเอกชนบางองค์กร เราก็สมควรจะช่วย รวมถึงวัดบางวัด แม้แต่บริษัทเอกชนบางบริษัทด้วย อันนี้ควรจะเลือกผู้ที่สามารถ ใช้สิ่งนั้นให้เป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นไป เพราะว่าถ้าให้แล้วทิ้ง มันก็เปล่าประโยชน์และก็เป็นบุญน้อย


ประการที่สี่ ให้ด้วยอาการที่เหมาะสมถูกต้อง

เช่น เราบริจาคอะไรกับคนยากจน อย่าไปบริจาคแบบคนมั่งมี แบบคนถือตัว เราให้อะไรกับใคร เราให้ด้วยความเคารพในความเป็นมนุษย์ของเขา ถ้าให้แบบโยนก็เป็นการให้ที่ไม่ถูกต้อง ถ้าโยนให้เขา อหังการ์ มันแรงและบุญก็จะน้อย เพราะนั่นอาจเป็นบาปไปเสียแล้ว การให้ด้วยความเคารพโดยสมควรแก่ฐานะของผู้นั้น เช่น เป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ เป็นนักบวช หรืออะไรก็แล้วแต่ นี้เป็นลักษณะการให้ที่ถูกต้อง ให้ฟรี ให้สิ่งที่เหมาะสม ให้แก่ผู้ที่สมควรจะได้รับ และให้โดยลักษณะอาการที่ถูกต้อง


หรือถ้าจะสรุปทั้งหมด ก็เรียกว่าให้ชนิดที่จะลดความเห็นแก่ตัวของเรา ถ้าให้เพื่อจะได้ ความเห็นแก่ตัวก็ไม่ลด ถ้าให้แบบกูดีกว่ามึงก็มีตัวตน ความเห็นแก่ตัวก็เหมือนเดิม แต่ถ้าพิจารณาเลือกสิ่งที่เหมาะ ให้กับคนที่เหมาะ ให้โดยวิธีที่ถูกต้อง และให้โดยไม่หวังอะไรตอบแทน ตัวตนของเรา ความเห็นแก่ตัวของเราจะหมดลง ถ้าให้สิ่งที่ไม่มีความหมายกับตัวเอง ความเห็นแก่ตัวก็เท่าเดิม แต่ถ้าเอาสิ่งที่ตัวเองคิดว่ามีคุณค่า และให้ไปฟรีๆ ความเห็นแก่ตัวก็ลด การให้แบบนี้จะเป็นการปฏิบัติธรรม เพราะว่าลดกิเลส ลดความเห็นแก่ตัว?



เพราะ?งง?กับ ?การให้?ของพวกวัตถุนิยมที่สร้างปัญหาให้


เพราะ..ไม่เป็น..ไม่คิดแบบนั้นเลย


จึงขอยกความดีเรื่องที่คิดได้แบบนี้


ก่อนที่จะได้อ่านหนังสือเล่มนี้


แด่..คุณแม่ที่ล่วงลับไปแล้ว


เพราะท่านอบรมสั่งสอนเสมอๆว่า


เมื่อ?ให้?อะไรใครๆแล้ว ไม่ต้องหวังผลตอบแทน


แต่ถ้าใครให้อะไรเรา เราต้องขอบคุณและตอบแทนเขา


ก็เลยไม่ค่อยคิดอะไรมาตั้งแต่เด็กๆ


อย่างมากก็แค่..น้อยใจเล็กๆ


ถ้าผลออกมาทางลบหรือตรงกันข้าม



« Last Edit: 28 มิถุนายน 2009, 03:10:10 by PtK » Logged

ThE_PtK
สมาชิกนักโพส
****
Offline Offline

Posts: 364



View Profile Email
« Reply #1 on: 28 มิถุนายน 2009, 03:14:31 »

ใครดูแล้วชอบก็ดี thumbsup

ใครดูแล้วเฉยๆก็ไม่ว่าอะไร biggrin1

แต่ใครดูแล้วไม่เข้าใจ...ก็ไปดูอีกหลายๆรอบนะ wave

สังคมในเวปนี้จะได้มีแต่เรื่องดีๆ
Logged

Pages: [1]
  Send this topic  |  Print  
 
Jump to:  

Powered by MySQL Powered by PHP Metallic Abyss Theme by SMFers
Powered by SMF 1.1.5 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!