ชุมชนช่างภาพอิสระ dpixmania.com
Welcome, Guest. Please login or register.

Login with username, password and session length
News:
 




เช่าไฟสตูดิโอ เช่าไฟต่อเนื่อง ช่างภาพผู้หญิง รับถ่ายภาพsexy ภาพส่วนตัว


Pages: [1]
  Send this topic  |  Print  
Author Topic: มะขามที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี สามารถนำมาเป็นสมุนไพรรักษาโรคได้  (Read 57 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
gggggg020202
สมาชิกใหม่
*
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 20


View Profile Email
« on: 05 กรกฎาคม 2018, 18:50:25 »


มะขาม
ชื่อสมุนไพร มะขาม
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน ขาม (ภาคใต้) , ม่องวัวล้ง (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) , ตะลูบคลำ (โคราช) หมากแกง (ฉาน-แม่ฮ่องสอน) , อำเปียล (เขมร-สุรินทร์) , ส่าหม่อเกล (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , ซึงกัก , ทงฮ้วยเฮียง (จีน)
ชื่อสามัญ  tamarind
ชื่อวิทยาศาสตร์  Tamarindus indica Linn.
วงศ์  Fabaceae
บ้านเกิด เช้าใจกันว่ามะขามมีบ้านเกิดเมืองนอนในแอฟริกา แถบประเทศซูตานในขณะนี้ แล้วมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้นำมะขามมาปลูกลงในแถบอินเดีย รวมถึงในประเทศแถเขตร้อนของทวีปเอเชียและก็ประเทศแถบลาตินอเมริกา แม้จะมีหลักฐานว่ามะขามมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในทวีปแอฟริกา แต่สำหรับในประเทศไทยมะขามก็เข้ามา รวมทั้งมีชื่อเสียงดีเยี่ยมว่า 700 ปีแล้ว ดังปรากฏเนื้อความในแผ่นจารึกหลักที่ 1 สมัยบิดาขุนรามคำแหง ที่กล่าวถึงมะขามอยู่หลายแห่ง ยกตัวอย่างเช่น ตอนหนึ่งว่า “หมากขามก็หลายในเมืองนี้คนไหนสร้างได้ไว้แก่มัน” เป็นต้น  จากหลักฐานดังที่กล่าวถึงแล้วก็เลยอาจจะบอกได้ว่า มะขามเป็นพืชที่มีการกระจายจำพวกเข้ามาสู่ประเทศไทยกว่า 700 ปีมาแล้ว  นอกนั้นมะขามยังเป็นพันธุ์พืชพระราชทางแล้วก็ฯลฯไม้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์อีกด้วย
ดังนี้มะขามเป็นต้นไม้แข็งแรงคงทน และฯลฯไม้ที่มีอายุยืนยาวมากชนิดหนึ่ง ในประเทศศรีลังกามีกล่าวว่าเจอมะขามที่มีอายุมากยิ่งกว่า 200 ปี ส่วนในประเทศไทย พบมะขามยักษ์ที่วัดแค อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี มีขนาดลำต้น 6-7 คนโอบ เชื่อว่ามีอายุกว่า 300 ปี โดยวัดแคนี้มีปรากฏชื่อในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนเณรแก้วเรียนวิชากับอาจารย์อาจจะเจ้าอาวาสวัดแค ว่า
“อีกทั้งตำราพิชัยสงครามล้วนความรู้บางครั้งก็อาจจะปราบศัตรูไม่สู้ได้
      ฤกษ์พานาทีทุกสิ่งทุกอย่างไปอีกทั้งเสกใบมะขามเหนือชั้นกว่าแตน”
มีชาวสุพรรณฯ เยอะมากๆเชื่อว่า มะขามยักษ์ที่วัดแคในปัจจุบัน เป็นมะขามต้นเดียวกันกับต้นที่เณรแก้วฝึกเสกใบมะขามเป็นต่อแตนในครั้งกระโน้น
ลักษณะทั่วไป  มะขามเป็นไม้ยืนต้นขนาดกึ่งกลางถึงใหญ่ สูง 6-20 เมตร เปลือกต้นสีเทา ดำ มีริ้วรอยมากมาย แตกกิ่งก้านสาขามาก ไม่มีหนาม ใบเป็นใบประกอบ ปลายเป็นใบคู่ ใบยาว 8-11 ซ.มัธยม มีใบย่อย 14-40 ใบ ใบย่อยลักษณะใบยาวปลายมนกลม ยาว 1-2,4 ซ.มัธยม กว้าง 4.5-9 ม.ม. ปลายใบมน หรือบางโอกาสก็เว้าเข้านิดหน่อย ฐานใบอีกทั้ง 2 ข้างเว้าเข้าไม่เท่ากัน ตัวใบเรียบไม่มีขน ดอกออกที่ปลายก้านหรือจากซอกใบ เป็นช่อบานจากโคนไปปลาย ดอกมีกลีบหุ้มดอกอ่อน 1 กลีบ สีแดง ขอบมีขนสั้นสีขาว เมื่อดอกบานจะหลุดตกไปกลีบเลี้ยงไปกลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ สีเหลืองปลายกลีบแหลมมีสีแดงอ่อนๆกลีบดอกมี 5 กลีบ ขนาดแตกต่างกัน สีเหลืองมีลายเส้นกลีบดอกสีแดงเข้ม ขอบกลีบดอกไม้มีรอยย่นๆกลีบดอกไม้ 2 กลีบล่างจะฝ่อ เล็กหายไป มีเกสรตัวผู้ 3 อัน ก้านเกสรชิดกันจากส่วนกลางลงมา รังไข่มี 1 อัน เป็นฝักยาว ส่วนปลาย เป็นก้านเกสรตัวเมีย มีเมล็ดมาก ฝักทรงกระบอก แบนน้อย ยาว 3-14 เซลเซียสมัธยม กว้าง 2 ซ.ม. เปลือกสีเทา ด้านในมีเมล็ด 3-10 เม็ด เมล็ดมีเปลือกนอก สีน้ำตาลแดงเรียบวาว ออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ฝักแก่ในราวธ.ค.
การขยายพันธุ์  โดยปกติ มะขามสามารถเพาะพันธุ์จะได้ด้วยเมล็ด แต่ปัจจุบันนี้ มะขามเริ่มมีการปลูกเพื่อการค้ามากยิ่งขึ้น จึงนิยมนำมาปลูกจากต้นประเภทที่ได้จากการทำหมัน และการแทงยอดเป็นหลัก เพราะว่าสามารถได้ผลผลิตได้เร็วเพียงแต่ไม่ถึงปีหลังการปลูก ทั้งยัง ต้นที่ปลูกด้วยวิธีการแบบนี้จะมีลำต้นไม่สูงราวกับการเพาะเม็ด ทำให้ง่ายต่อการจัดแจง และการเก็บผลิตผลซึ่งการปลูกขั้นตอนต่างๆดังต่อไปนี้

  • การเตรียมแปลง เตรียมแปลงด้วยการไถกลบหน้าดิน แล้วตากดิน รวมทั้งหญ้าให้ตายก่อน 1 ครั้ง ระยะตากดินนาน 7-14 วัน จากนั้น ค่อยไถกลบอีกครั้ง แล้วตากดินทิ้งไว้อีก 5-7 วัน ก่อนที่จะกระทำขุดหลุมปลูกลงในระยะ 8 x 8 เมตร หรือ 10 x 10 เมตร ขนาดหลุมลึก 50 ซม. กว้างยาว 50 ซม.
  • การปลูก ใช้ต้นจำพวกที่ได้จากการตอน หรือการเพาะเมล็ด ควรจะเลือกขนาดต้นชนิดที่สูงราว 0.5-1 เมตร ก่อนปลูกให้โรยก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยคอกหรือสิ่งของทางการเกษตรอื่นๆร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตราที่หลุมละ 1 กำมือ แล้วโกยดินลงคลุกผสมให้หลุมตื้นขึ้นมาเหลือประมาณ 25-30 เซนติเมตร ก่อนนำต้นประเภทลงปลูก พร้อมกลบดิน แล้วก็รดน้ำให้ชุ่ม จากนั้น ให้นำฟางข้าวมาวางคลุมรอบโคนต้น
  • การดูแล การให้น้ำ ภายหลังจากการปลูกแล้วจะทำให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเริ่มต้นเพื่อให้ต้นตั้งตัวได้ โดยควรจะให้น้ำในทุกๆ3-5 วัน/ครั้ง จากนั้น ค่อยให้ลดลงมาเหลือ 3-4 ครั้ง/เดือน ดังนี้ บางทีอาจไม่ให้น้ำเลยแม้เป็นช่วงๆหน้าฝนไม่ต้อง

การใส่ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในตอนนี้จนกว่าต้นจะเติบโตพร้อมให้ผล ซึ่งช่วงนั้นก็เลยเริ่มให้ปุ๋ยสูตร 12-12-24 ร่วม เพื่อเร่งผลิตผล ความถี่การใส่ปุ๋ยราวๆ ปีละ 2-3 ครั้ง ดังนี้ ควรจะใส่ปุ๋ยคอกโรยรอบโคนต้นด้วยทุกครั้งภายหลังการปลูกแล้วราวๆเข้าปีที่ 2 หรือปีที่ 3 ก็เลยให้เริ่มติดผลได้
                นอกจากนั้นมะขามยังสามารถปลูกได้ในประเทศแถบร้อนเปียกชื้น ตัวอย่างเช่น ประเทศในแถบอเมริกากึ่งกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็ทวีปอาฟริกา  ก็เลยถือว่ามะขามไม้ผลที่มีค่าด้านเศรษฐกิจในหลายภูมิภาคโดยเฉพาะประเทศไทยและอินเดียที่เป็นแหล่งปลูกมะขามขนาดใหญ่ซึ่งมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวโยงกับมะขามเยอะๆ
องค์ประกอบทางเคมี
จากข้อมูลเบื้องต้นเม็ดมะขามมีอัลบูมินอยด์ (albuminoids)  โดยที่มีปริมาณไขมัน 14 -20%, คาร์โบไฮเดรต 59 – 60 %,น้ำมันที่ถูกทำให้แห้งนิดหน่อย  (semi-drying fixed oil) 3.9 – 20 %,น้ำตาลรีดิวซ์  (reducing sugar) 2.8%, สารที่มีลักษณะเป็นเมือก  (mucilaginous material) 60% ดังเช่น โพลีโอส (polyose) ซึ่ง       Tannin : Wikipedia
ใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เมื่อวิเคราะห์มององค์ประกอบหลักๆพบว่าเปลือกหุ้มเม็ดมะขามประกอบไปด้วยโปรตีน 9.1% แล้วก็ไฟเบอร์ 11.3% โดยที่เม็ดมะขามมีโปรตีน 13 % ลิปิด 7.1 % ขี้เถ้า 4.2% และคาร์โบไฮเดรต 61.7%
โปรตีนหลักที่พบในเม็ดมะขามเป็นอัลบูมิน (albumins) และโกลบูลิน  (globulins) โปรตีนจากเมล็ดมะขามประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่มีซัลเฟอร์เป็นส่วนประกอบหมายถึงซิสเทอีนแล้วก็เมทไธโอนีน อยู่สูงถึง 4.02% เมื่อเทียบกับมาตรฐาน FAO/WHO (1991) ซึ่งตั้งค่าไว้เท่ากับ 2.50%  นอกจากนั้นเปลือกเม็ดมะขามยังประกอบด้วยสารพวกอทนนิน โดยมีแถลงการณ์ว่าในเปลือกเมล็ดมะขามประกอบไปด้วยแทนนิน (tannins) ถึง 32% ซึ่งแทนนินนี้แยกประเภทได้เป็นโฟลบาแทนนิน  (phlobatannin) 35%ที่เหลือเป็นค่ะเตวัวแทนนิน (Catecholtannin)
ส่วนในเนื้อมะขามที่ให้รสเปรี้ยวยังพบกรดทาริทาริก (Tartaric acid)  และก็ในใบมะขามเจอกรด ทาริทาริก (Tartaric acid) รวมทั้งกรดมาลิก (Malic acid) นอกเหนือจากนั้น ส่วนต่างๆของมะขามจะมีเม็ดสี ซึ่งได้มีหัวหน้าไปใช้ประโยชน์กันอย่างกว้างขวาง โดยมะขามพันธุ์แดงมีแอนโทไซยานิน (anthocyanin) คริสแซนทีนิน (chrysanthemin) ส่วน Tartaric acid : Wikipedia
มะขามพันธุ์อื่นๆมีเม็ดสีจำพวกแอนทอลแซนติเตียนน (anthoxanthin) ลูทีนโอลีน (lute olin) แล้วก็อาปิเจนิน (apigenin) อยู่ในใบมะขาม ราวๆปริมาณร้อยละ 2 ฝักมะขามมีแอนทอคแซนว่ากล่าวนนิดหน่อย ในดอกมะขามมีแซนโทฟิล (xanthophyll) เพียงแค่นั้น แล้วก็ในเปลือกเมล็ดมะขามมีลิวโคแอนโทไซยานิดิน (leucoanthocyanidin) ฯลฯ
ส่วนค่าทางโภชนาการของมะขามีดังนี้

  • พลังงาน 239 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 62.5 กรัม
  • น้ำตาล 57.4 กรัม Malic acid : Wikipedia       
  • เส้นใย 5.1 กรัม
  • ไขมัน 0.6 กรัม
  • โปรตีน 2.8 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.428 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.152 มก. Chrysanthemin : Wikipedia       
  • วิตามินบี 3 1.938 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 5 0.143 มก.
  • วิตามินบี 6 0.066 มก.
  • วิตามินบี 9 14 ไมโครกรัม
  • โคลีน 8.6 มก.
  • วิตามินซี 3.5 มก. Luteolin : Wikipedia           
  • วิตามินอี 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินเค 2.8 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 74 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 2.8 มก. Apigenin : Wikipedia           
  • ธาตุแมกนีเซียม 92 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 113 มก.
  • ธาตุโพแทสเซียม 628 มก.
  • ธาตุโซเดียม 28 มิลลิกรัม Xanthopyll : Wikipedia           
  • ธาตุสังกะสี 0.1 มก.

คุณประโยชน์/สรรพคุณ ประโยชน์ของมะขามอย่างแรกที่พวกเรามักใช้ประโยชน์กันบ่อยมากคือใช้บริโภคไม่ว่าจะกินสดๆหรือใช้ทำมะขามเปียกไว้สำหรับปรุงอาหาร มะขามแฉะมีกรดอินทรีย์อยู่สูงจึงเปรี้ยวมากมาย ใช้ทำอาหารไทยที่ต้องการรสเปรี้ยว เช่น แกงส้ม ต้มส้ม ต้มโคล้ง และก็ต้มยำโฮกอือ เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นยังใช้สำหรับในการปรุงเครื่องจิ้มน้ำพริกต่างๆหลายประเภท ได้แก่ น้ำปลาหวาน หลนต่างๆน้ำพริกเผา น้ำพริกตาแดง น้ำพริกแดนนรก และน้ำพริกคั่วแห้ง เป็นต้น
ดังนี้มะขามฝักอ่อนรวมทั้งใบมะขามอ่อน ก็นำมาเตรียมอาหารได้ด้วยเหมือนกัน อีกทั้งยังสามารถนำมะขามมาทำสินค้าดัดแปลงได้อีกหลากหลายประเภท ตัวอย่างเช่น มะขามดอง , มะขามกวน , มะขามแช่อิ่ม , มะขามแก้ว , และก็ไวน์มะขาม ผงมะขาม , สบู่ , และยาสระผมมะขาม ฯลฯ  ส่วนคุณประโยชน์ด้านอื่นๆก็มีอีกยกตัวอย่างเช่น แก่นไม้มะขาม สำหรับคนไทยแล้วเขียงกว่าปริมาณร้อยละ 90 ทำจากไม้มะขาม เพราะว่ามีคุณสมบัติสมควรกว่าไม้อื่นๆดังเช่นว่า เหนียว เนื้อละเอียด สีขาวสะอาด ไม่มีกลิ่นหรือพิษที่จะเจือปนไปกับของกิน นอกนั้นยังหาง่ายอละแข็งแรงอีกด้วย นอกเหนือจากใช้ทำเขียงแล้ว ยังเหมาะสำหรับทำครก สาก เพลา แล้วก็ดุมเกวียน ใช้กลึงหรือสลัก ถ้าเกิดนำมาเผาเป็นถ่าน จะให้ความร้อนสูง  เม็ดมะขาม (แก่) นำมาใช้เป็นของกินได้หลายอย่าง อาทิเช่น คั่วให้สุกแล้วกินโดยตรง เอามาเพาะให้ผลิออกก่อน (เสมือนถั่วงอก) และจากนั้นจึงนำไปทำอาหาร หรือนำไปคั่วให้ไหม้เกรียม แล้วบดละเอียด ใช้ชงดื่มแทนกาแฟ ยิ่งไปกว่านี้เมล็ดแห้งนำไปบดเป็นแป้งใช้ลงผ้าให้อยู่ตัวเจริญ
สำหรับสรรพคุณทางยานั้น ตามตำรายาไทยระบุว่า ดอก ใบแล้วก็ฝักอ่อน ปรุงเป็นอาหารรับประทานแก้ร้อนในหน้าร้อน แก้อาการไม่อยากอาหารแล้วก็ของกินไม่ย่อยในช่วงฤดูร้อนลดความดันโลหิต น้ำคั้นจากใบ ใช้แก้ของกินไม่ย่อยและก็เยี่ยวตรากตรำ น้ำสุกจากใบให้เด็กรับประทานขับพยาธิ และก็มีประโยชน์ในคนเป็นโรคโรคตับเหลือง ใบสด ใช้พอกบริเวณเข่าหรือข้อพับทั้งหลายที่บวมอักเสบหรือที่เคล็ดลับขัดยอก, ฝี, ตาเจ็บ แล้วก็แผลหิด ใบแห้งบดเป็นผง ใช้โรยบนแผลเน่าเรื้อรัง รวมทั้งใช้ผสมน้ำเป็นยากลั้วคอ ใบมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ ใบสดมะขามใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย ขับลมในไส้ ใบสดมะขามช่วยรักษาหวัด อาการไอ ช่วยสำหรับในการรักษาโรคบิด  ช่วยฟอกเลือด เอามาต้มผสมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆใช้อาบข้างหลังคลอด เปลือกต้น ฝาดสมานเป็นยาบำรุงและก็แก้ไข้ ,แก้ท้องเดิน , รักษาแผล เนื้อหุ้มห่อเมล็ด (เนื้อมะขาม) มีฤทธิ์ระบายอ่อนๆบางทีอาจเนื่องจากกรดตาร์ตาริค แม้กระนั้นถ้าเกิดเอาไปต้มจนกระทั่งสุก ฤทธิ์ระบายอ่อนๆนี้จะหายไป นอกเหนือจากนี้ยังใช้แก้เลือดออกตามไรฟัน ช่วยสำหรับการย่อย ขับลม ขับเสลด , ละลายเสมหะ  ฝาดสมาน แก้ไข้ แก้หิวน้ำ ทำให้มีชีวิตชีวา ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย  และก็เป็นยาฆ่าเชื้อ และให้กินในรายที่ท้องผูกบ่อยๆ แก้พิษสุรา อาหารไม่ย่อย อ้วก เป็นไข้แล้วก็ท้องเดิน เนื้อในเมล็ด ใช้ถ่ายพยาธิไส้เดือน รากมะขามมีส่วนช่วยแก้อาการท้องร่วง ช่วยสำหรับเพื่อการสมานแผล รักษาโรคเริม รักษาโรคงูสวัด
แบบ/ขนาดวิธีใช้ แก้ร้อน จากอากาศร้อน เบื่ออาหาร แพ้ท้อง คลื่นไส้อ้วก ท้องผูก เด็กเป็นตานขโมย ใช้เนื้อหุ้มห่อเมล็ด 15-30 กรัม ผสมน้ำ คั้นแล้วอุ่นให้กิน  แก้พิษสุรา ขับเสลด ใช้เนื้อหุ้มเมล็ด 3 กรัม ผสมน้ำตาลรับประทาน  แก้ไข้ ใช้เนื้อหุ้มห่อเม็ดแช่น้ำ ผสมน้ำตาลให้มีรสหวาน ใช้ดื่มแก้หิวช่วยลดความร้อน ใช้เป็นยาระบาย รับประทานเนื้อหุ้มห่อเมล็ด แล้วกินน้ำตามมากๆใช้ใบต้มน้ำอาบ ข้างหลังคลอดรวมทั้งข้างหลังรู้สึกตัวใช้ ทำให้ชื่นบาน หรือใช้อบไอน้ำ แก้หวัด คัดจมูก ขับเสลด แก้ท้องเฟ้อแน่น ของกินไม่ย่อย ใช้เปลือกต้นผสมเกลือ เผาในหม้อดินกระทั่งเป็นขี้เถ้าขาว รับประทานทีละ 60-120 มก. และก็ยังคงใช้ขี้เถ้านี้ผสมน้ำอมบ้วนปากบ้วนปาก แก้คอเจ็บและก็ปากเจ็บได้อีกด้วย หรือบางทีอาจใช้เนื้อห่อหุ้มเมล็ดกินครั้งละ 15 กรัม ช่วยสำหรับการย่อยของกิน  หรือ   ใช้เนื้อมะขามรักษาท้องผูก       สามารถทำได้ 3 แนวทาง คือใช้เนื้อจากฝักละลายน้ำแล้วผสมเกลือสวนเข้าทางทวาร หรือใช้เนื้อจากฝักผสมเกลือรับประทาน หรือ เอาเนื้อจากฝักผสมเกลือน้อย แล้วปั้นเป็นลูกกลอนกิน แก้ท้องเสีย ท้องเสีย ใช้เปลือกเม็ดสีน้ำตาลปนแดงเป็นมัน 600 มก. เทียนขาว(Cumin) อย่างละเท่าๆกัน ผสมน้ำตาล ต้มรับประทานวันละ 2-3 ครั้ง แก้อาการเปลี่ยนไปจากปกติเกี่ยวกับน้ำดี ใช้เนื้อห่อเม็ด กินทีละ 10-60 กรัม เปลือกต้น ใช้ต้มกับน้ำ (จะมีแทนนินออกมา) ใช้เป็นยาสมานฝี แผล กันอักเสบ แก้ท้องเสียรวมทั้งอ้วกและก็ใช้แก้โรคหืด ช่วยถ่ายพยาธิตัวกลมในลำไส้ พยาธิไส้เดือน ด้วยการใช้เมล็ดมะขามมาคั่ว กะเทาะเปลือกออก นำเนื้อในเม็ดมาแช่น้ำเกลือจนถึงนิ่ม แล้วรับประทานทีละ 20 เม็ด เครื่องดื่มชื่อ “เชอร์เบต” (sherbet) ซึ่งผสมโดยต้มเนื้อมะขาม 30 กรัม ในนม 1 ลิตร เติมลูกเกด 2-3 ลูก กานพลู กระวานรวมทั้งการบูรบางส่วน ใช้ดื่มแก้ไข้แล้วก็อาการอักเสบต่างๆยกตัวอย่างเช่น ไม่สบาย อาหารไม่ย่อย อาการไม่ดีเหมือนปกติเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ท้องเดิน รวมทั้งใช้แก้ลมแดดเจริญ ส่วน น้ำชงจากเนื้อมะขาม เตรียมโดยแช่เนื้อมะขามในน้ำ แล้วรินออกมากิน แก้อาการเบื่อข้าว (คุณภาพของยาชง จะเพิ่มขึ้นอีก โดยการเติมพริกไทยดำ น้ำตาล กานพลู กระวานรวมทั้งการบูร ช่วยเพิ่มรส) รวมทั้งในระยะฟื้นไข้ ก็ให้กินเนื้อห่อเมล็ดกับนม เนื้อห่อเมล็ดอุ่นให้ร้อนใช้พอกแก้บวมอักเสบ เนื้อหุ้มห่อเมล็ดผสมเกลือให้เป็นครีมใช้เช็ดนวดในโรครูห์มาติเตียนสซั่ม น้ำมะขามใช้อมบ้วนปากบ้วนปากแก้เจ็บคอ กระเพาะอาหารอักเสบ  นำมะขามแฉะไปแช่น้ำ ลอกเอาใยออก นำมะขามมาถูตัวเบาๆช่วยทำให้ผิวหนังสดชื่นตลอดวัน มะขามแฉะและก็ดินสอพองผสมจนถูกกัน เอามาพอกหน้าทิ้งเอาไว้โดยประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยให้ผิวหน้าดูกระชับแจ่มใสแล้วก็สะอาดยิ่งขึ้น  มะขามเปียกผสมกับน้ำอุ่นและก็นมสด ใช้พอกผิว ช่วยทำให้ผิวหนังที่มีรอยดำคล้ำกลับมาขาวดูดีและก็สดใส

การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย   สารสกัดน้ำร้อนจากใบ สารสกัดเอทานอล 95% จากใบ ไม่ระบุขนาดที่ใช้  สารสกัดอีเทอร์-เฮกเซน-เมทานอล จากใบ ความเข้มข้น 100 มค.ก. และก็สารสกัดเอทานอล 95% จากผล ไม่เจาะจงขนาดที่ใช้ ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus สารสกัดน้ำร้อนจากผล ไม่กำหนดขนาดที่ใช้ ให้ผลยับยั้งเชื้อ S. aureus กำกวม ในระหว่างที่สารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 200 มิลลิกรัม/มล. ให้ผลยับยั้งเชื้อดังที่กล่าวถึงมาแล้วต่ำมากมาย สารสกัดเอทานอล 95% และสารสกัดน้ำร้อนจากราก ไม่กำหนดขนาดที่ใช้ สารสกัดเฮกเซนแล้วก็สารสกัดน้ำจากผล ความเข้มข้น 200 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร และสารสกัดน้ำ ไม่กำหนดส่วนที่ใช้ ความเข้มข้น 1 กรัม/มิลลิลิตร ไม่มีผลยับยั้ง S. aureus สารสกัดส่วนเนื้อมะขามด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในหลอดทดลองที่เป็นสาเหตุของโรคท้องร่วง เช่น  Bacillus subtilis, Escherichia coli รวมทั้ง Salmonella typhi แต่สารสกัดด้วยคลอโรฟอร์ม แล้วก็สารสกัดด้วยน้ำ มีฤทธิ์ยั้งเชื้อดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วอย่างอ่อน
มีการทดสอบในสัตว์ (in vivo study) โดยให้เปลือกเม็ดมะขาม หรือเม็ดมะขาม ให้สัตว์ทดลองกินพบว่าเปลือกเม็ดมะขามที่กำจัดแทนนินออกแล้วมีค่าจำนวนที่สมควรสำหรับการบริโภคในไก่เป็น100 มิลลิกรัมต่อกก. โดยที่สามารถลดความตึงเครียดจากความร้อน (heat stress) และลดภาวะออกซิเดทีฟสเตรทได้ อย่างไรก็ตามการศึกษาเล่าเรียนอีกฉบับรายงานว่าเมล็ดมะขามต้มแล้วเอกเปลือกหุ้มเม็ดมะขามออกนั้นไม่สารถเพิ่มคุณค่าทางอาหารในไก่ได้ ไก่ที่รับประทานเม็ดมะขามดังกล่าวข้างต้นเจอผลร้ายคือ ดื่มน้ำมากยิ่งขึ้นและมีขนาดของตับอ่อนและก็ความยางของลำไส้เล็กเพิ่มขึ้น โดยที่ผลที่ได้นี้ผู้ศึกษาค้นคว้าและวิจัยแนะนำว่ามีต้นเหตุที่เกิดจากโพลีแซคคาไรด์ที่ไม่อาจจะย่อยได้
การศึกษาทางพิษวิทยา
          หนูถีบจักรเพศผู้และเพศภรรยาที่รับประทานอาหารผสมด้วยส่วนสกัดโพลีแซคคาไรด์จากเมล็ด ขนาด 5% ของอาหาร ไม่เจอพิษ แม้กระนั้นหนูถีบจักรเพศเมียที่ทานอาหารผสมดังที่ได้กล่าวมาแล้วขนาด 1.2 รวมทั้ง 5% จะมีน้ำหนักน้อยลงตั้งแต่สัปดาห์ที่ 34
          ไก่ (Brown Hisex chicks) รับประทานอาหารผสมด้วยเนื้อมะขามสุก 2% รวมทั้ง 10% นาน 4 สัปดาห์ พบว่าน้ำหนักลดลง (weight gain) และ feed conversion ratios ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ  มีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิภาวะ คือ มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ไขมันของตับ (fatty change) เซลล์ตับ รวมทั้ง cortex ของไตตาย (necrosis) ในอาทิตย์ที่ 2 และ 4 ไก่กรุ๊ปที่รับประทานอาหารผสม 10% จะมีพยาธิสภาพรุนแรงกว่าไก่กรุ๊ปที่ทานอาหารผสม 2% ผลของการตรวจทางซีรัมพบว่า กรดยูริก total cholesterol, alkaline phosphatase (ALP), glutamic oxaloacetic trans-aminase (GOT) ในซีรั่มเพิ่มขึ้น total serum protein ต่ำลงยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม (กรุ๊ปที่ขาดอาหารผสมเนื้อมะขามสุก) sorbitol dehydrogenase รวมทั้ง total bilirubin ไม่เปลี่ยนแปลง ค่า ALP กรดยูริก cholesterol และ total protein จะไม่กลับสู่ภาวการณ์ธรรมดาในช่วง 2 สัปดาห์หลังจากไม่ได้รับอาหารผสมแล้ว ผลของการตรวจทางเลือดวิทยาไม่มีการเปลี่ยนแปลง
หนูขาวเพศเมียแล้วก็เพศผู้กินอาหารที่มีส่วนผสมของโพลีแซคค้างไรด์จากเมล็ดมะขาม 4, 8 และก็ 12% นาน 2 ปี ไม่เจอความเคลื่อนไหวของความประพฤติปฏิบัติ อัตราการตาย น้ำหนักร่างกาย  การกินอาหาร ผลทางวิชาชีวเคมีในฉี่และก็เลือด ผลการตรวจเลือด น้ำหนักอวัยวะ รวมทั้งพยาธิสรีระ
          หนูถีบจักรที่รับประทานสารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากดอก พบว่าขนาดความเข้มข้นของสารสกัดสูงสุดที่หนูทนได้ เท่ากับ 1 ก./กก. นน.ตัว
          หนูขาว Sprague-Dawley SPF ทานอาหารที่ผสมด้วย pigments จากเม็ดที่เผาในขนาด 0, 1.25, 2.5 แล้วก็ 5% ของอาหาร ตรงเวลา 90 วัน ไม่พบความไม่ปกติใดๆก็ตามความเข้มข้นสูงสุดของ pigments ที่ให้โดยการผสมในอาหารในหนูเพศผู้พอๆกับ 3,278.1 มก./กก./วัน และในหนูเพศเมียเท่ากับ 3,885.1 มก./กก./วัน ไม่พบพิษ
พิษต่อตัวอ่อน  L-(-)-di-Butyl malate ที่ได้จากสารสกัดเมทานอลจากฝักมะขาม เป็นพิษต่อเซลล์ตัวอ่อนของ Sea urchin แต่ว่าสารสกัดเอทานอล : น้ำ จากฝักมะขาม ให้ทางสายยางลงไปยังกระเพราะอาหารหนูขาวที่ตั้งท้อง ขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไม่เจอพิษต่อตัวอ่อนในท้อง และสารสกัดเอทานอล 100% จากผล ให้ทางสายยางให้อาหารลงไปยังกระเพราะอาหารหนูขาวเพศภรรยา ขนาด 200 มก./กิโลกรัม ไม่ทำให้แท้ง และไม่ส่งผลต้านการฝังตัวของตัวอ่อน
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์    ฝักมะขามขนาด 0.1 มก./จานเพาะเชื้อ ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของ Salmonella typhimurium TA1535 แต่ว่าไม่เป็นผลต่อ S. typhimurium TA1537, TA1538 รวมทั้ง TA98
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรปฏิบัติตาม

  • สำหรับในการเลือกซื้อมะขามมาใช้ประโยชน์(โดยยิ่งไปกว่านั้นมะขามสุก)นั้นควรที่จะทำการเลือกมะขามที่ไม่มีเชื้อโรครา เนื่องจากว่าอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้
  • การบริโภคมะขามมากเกินไปอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบกับร่างกายได้เป็นต้นว่า ท้องเสีย ท้องเสีย
  • การบริโภคมะขามไม่สมควรหวังผลสำหรับการรักษา/สรรพคุณของมะขามมากจนเกินความจำเป็นควรบริโภคแต่ว่าพอดิบพอดีและไม่ควรจะบริโภคต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน
  • ยังมีมีผลการศึกษาเรียนรู้ที่บ่งชัดว่ามะขามสามารถใช้ลดความอ้วนได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวก็เลยไม่ควรใช้มะขามมาลดน้ำหนัก
เอกสารอ้างอิง

  • สมพล ประคองพันธ์.วันชัย สุทธนันท์ .การใช้ดพลีแซคคาไรต์จากเมล็ดมะขามในยาอิมัลชั่นและยาแขวนตะกอน.วารสารเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล 1988:53
  • ภัคสิริ สินไชยกิจ,ไมตรี สุทธิจิตต์.คุณสมบัติชีวเคมีและการประยุกต์ใช้ของเมล็ดมะขาม,บทความปริทัศน์.วารสารนเรศวรพะเยา.ปีที่4.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม.2554.
  • กองวิจัยทางการแพทย์. สมุนไพรพื้นบ้าน ตอนที่ 1.  กรุงเทพฯ: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, 2526.
  • Aengwanish, W. and Suttajit, M. Effect of polyphenols extracted from tamarind (Tamarindus indica L.) seed coat on physiological changes, heterophil/ lymphocyte ratio, oxidative stress and body weight of broiler (Gallus domesticus) under chronic heat stress. Ani Sci J 2010; 81: 264-270
  • เดชา ศิริภัทร.มะขาม.ต้นไม้ประจำครัวไทย.คอลัมน์ต้นไม้ใบหญ้า.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่163.พฤศจิกายน.2535
  • Ahmad I, Mehmood Z, Mohammad F.  Screening of some Indian medicinal plants for their antimicrobial properties.  J Ethnopharmacol 1998;62:183-93. http://www.disthai.com/
  • บวร เอี่ยมสมบูรณ์.  ดงไม้.  กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม, 2518.
  • มะขาม.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Pugalenthi M, Vadivel V, Gurumoorthi P, Janardhanan K. Comparative nutritional evaluation of little known legumes, Tamarindus indica, Erythrina indica and Sesbania bispinosa. Tropic Subtropical  Agroecosys 2004; 4(3): 107-123
  • George M, Pandalai KM.  Investigations on plant antibiotics. Part IV.  Further search for antibiotic substances in Indian medicinal plants.  Indian J Med Res 1949;37:169-81.
  • ภก.ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ.มะขามและผักคราดหัวแหวน.คอลัมน์อื่นๆ นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่15.กรกฎาคม.2523
  • ก. กุลฑล.  ยาพื้นบ้าน.  กรุงเทพฯ:ปรีชาการพิมพ์, 2524.
  • Ross Sa, Megalla SE, Bishay DW, Awad AH.  Studies for determining antibiotic substances in some Egyptian plants. Part 1. Screening for antimicrobial activity.  Fitoterapia 1980;51:303-8.
  • Watt JM, Breyer-Brandwijk MG. The Medicinal and Poisonous Plants of Southern and Eastern Africa. 2nd edition. Edinburgh and London, E&S Livingstone. 196
Logged
Pages: [1]
  Send this topic  |  Print  
 
Jump to:  

Powered by MySQL Powered by PHP Metallic Abyss Theme by SMFers
Powered by SMF 1.1.5 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!