ชุมชนช่างภาพอิสระ dpixmania.com
Welcome, Guest. Please login or register.

Login with username, password and session length
News:
 




เช่าไฟสตูดิโอ เช่าไฟต่อเนื่อง ช่างภาพผู้หญิง รับถ่ายภาพsexy ภาพส่วนตัว


Pages: [1]
  Send this topic  |  Print  
Author Topic: ยอ มีสรรพคุณ เเละ ประโยชน์ที่สามารถรักษาโรคต่างๆได้ดีอีกด้วย  (Read 57 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
gggggg020202
สมาชิกใหม่
*
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 20


View Profile Email
« on: 07 กรกฎาคม 2018, 13:14:29 »


ยอ
ชื่อสมุนไพร  ยอ
ชื่ออื่น/ขื่อเขตแดน  ยอบ้าน (ภาคกึ่งกลาง) , มะตาเสื่อ (ภาคเหนือ) , แยใหญ่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , Noni (ฮาวาย) , Meng kudu (มาเลเซีย) , Ach (ฮินดู)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Morinda citrifolia
ชื่อสามัญ  Indian mulberry
วงศ์  Rubiaceae
ถิ่นเกิด   ลูกยอ Morinda citrifolia เป็นผลไม้เขตร้อนพบมากบันทึกว่ามีการรับประทานลูกยอเป็นของกินมานานกว่า 2000 ปี แล้ว โดยยอเป็นพืชพื้นเมืองในแถบโพลีนีเซียตอนใต้ (Polynesia) และก็ได้แพร่ขยายไปยังประเทศอื่นๆโดยมีตำนานว่า คนภายในสมัยโบราณ (ที่ปัจจุบันเรียกกันว่าขาว เฟร้นซ์ โพลินีเซีย (French Polynesia) ซึ่งอยู่ในแถบตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก พวกเขาได้เดินทางจากเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่งโดยเรือแคนูและก็ได้นำพืชศักดิ์สิทธิ์จากหมู่เกาะเดิมของพวกเขามาด้วย พืชนั้นเป็นทั้งยังอาหารขึ้นพื้นฐานที่เสริมสร้างส่วนต่างๆของร่างกายและก็เพื่อเป็นยารักษาโรค ซึ่งใช้สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คนสมัยก่อนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ได้ช่วยเหลือกันบันทึกรวมทั้งจำถัดมายังบุตรหลานว่าผลของต้นโนนิช่วยบำบัดลักษณะการป่วยเบื้องต้นได้ โดยชาวโพลิเนเซียน ชาวจีน แขก รู้จักใช้ประโยชน์จากลูกยอมานานแล้ว ส่วนการแพร่กระจายพันธุ์ของยอนั้นมีสาเหตุจากถูกนำประจำตัวเข้าไปยังหมู่เกาะแปซิฟิกตอนใต้ โดยบรรดาผู้หลบภัย รวมทั้งมันสามารถเติบโตก้าวหน้าในดินภูเขาไฟที่ไร้มลพิษ แล้วก็มีการแพรกระจายพันธุ์ไปยังดินแดนใกล้เคียง
แต่อีกหนังสือเรียนหนึ่งระบุว่าเป็นไม้ท้องถิ่นในเอเซียอาคเนย์ แม้กระนั้นมีผู้น าไปขยายพันธุ์กระทั่งกระจายไปทั่วอินเดีย และตามหมู่เกาะต่างๆในห้วงมหาสมุทรแปซิฟิครวมทั้งหมู่เกาะอินดัสตะวันตก ต้นยอขึ้นได้อีกทั้งในป่าทึบหรือตามชายฝั่งทะเลที่เป็นโขดเขาหรือพื้นทราย ต้นโตสุดกำลังเมื่ออายุครบ 18 เดือน และก็จะออกดอกออกผล
ซึ่งในขณะนี้พืชจำพวกนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ในประเทศไทยรู้จักกันในชื่อ “ยอ” ในประเทศมาเลเซียรู้จักกันในชื่อ “เมอกาดู” (Mergadu) ในเอเชียได้เรียกว่า “นเฮา” (Nhau) แถบหมู่เกาะตอนใต้ของห้วงมหาสมุทรแปซิฟิคเรียกกันว่า “โนนู” และในเกาะซามัว ทองคำกา ราราทองกา ตาฮิติ เรียกกันว่า “โนโน” หรือว่า “โนนิ”
ลักษณะทั่วไป
ลำต้น ยอเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงราว 2-6 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็ก ขนาดโตเต็มกำลัง 5-10 ซม. ขึ้นกับอายุ แล้วก็ความอุดมสมบูรณ์ของดิน เปลือกลำต้นบางติดกับเนื้อไม้ ผิวเปลือกออกสีเหลืองนวลแกมขาว หยาบสากน้อย แตกกิ่งน้อย 3-5 กิ่ง ทำให้มองดูไม่เป็นทรงพุ่ม
ใบ ใบเป็นใบโดดเดี่ยว (simple leaf) แทงออกตรงกันข้ามกันซ้ายขวา มีทรงรี หรือขอบขนาน ใบกว้างโดยประมาณ 10-20 เซนติเมตร ยาวราว 15-30 เซนติเมตร ใบอ่อนสีเขียวสด เมื่ออายุใบมากจะมีสีเขียวเข้ม ก้านใบยาวราวๆ 1 เซนติเมตร โคนใบ แล้วก็ปลายใบมีลักษณะแหลม ขอบของใบ รวมทั้งผิวใบเป็นคลื่น ผิวใบมันหมดจดทั้งคู่ด้าน ด้านบนใบพบได้บ่อยเป็นตุ่มที่เกิดขึ้นจากแบคทีเรีย
ดอก  ดอกออกเป็นช่อกลมผู้เดียวๆสีขาว ทรงเหมือนหลอด ดอกแทงออกตามง่ามใบ ก้านช่อดอกยาวราวๆ 3-4 เซนติเมตร ไม่มีก้านดอกย่อย จัดเป็นดอกสมบูรณ์เพศที่มีอีกทั้งเกสรตัวผู้ และก็เกสรตัวเมีย กลีบรองดอก และโคนกลีบเชื่อมติดกัน กลีบดอกไม้มีสีขาว เป็นรูปท่อ ยาวราว 8-12 มม. ผิวดอกข้างนอกเรียบ ภายในมีขน ดอกส่วนครึ่งปลายบนแยกเป็น 4-5 แฉก ยาวราว 4-5 มม. เกสรตัวผู้ และก็เกสรตัวเมีย ยาวประมาณ 15 มิลลิเมตร แยกเป็น 2 แฉก อับเรณูยาวราวๆ 3 มม.
ผล  ผลเป็นประเภทผลบวก (multiple fruit) เหมือนกับน้อยหน่า แล้วก็ขนุน เชื่อมติดกันได้ผลสำเร็จใหญ่ดังที่เราเรียกผลหรือหมาก ขนาดผลกว้างราว 3-5 ซม. ยาว 3-10 ซม. ผิวเรียบเป็นตุ่มพอง ผลอ่อนจะมีสีเขียวสด เมื่อแก่จะมีสีเหลืองอมเขียว และเมื่อสุกจะมีสีเหลือง รวมทั้งกลายเป็นสีขาวจนถึงเน่าตามอายุผล เมล็ดในผลมีเยอะแยะ เมล็ดมีลักษณะแบน ด้านในเมล็ดเป็นถุงอากาศทำให้ลอยน้ำได้ ผิวเม็ดมีสีนํ้าตาลเข้ม
                นอกนั้นยังสามารถแบ่งสายพันธุ์ของยอได้อีกดังนี้

  • M. citrifolia var. citrifolia เป็นสายพันธุ์ที่มีผลหลายขนาด พบได้รอบๆหมู่เกาะในห้วงสมุทรแปซิฟิก อาทิเช่น ฮาวาย ตาฮิติ ฯลฯ
  • M. citrifolia var. bracteata เป็นสายพันธุ์ที่ส่งผลเล็ก พบมากในทวีปเอเชีย ดังเช่น ไทย ประเทศพม่า ลาว จีนตอนใต้ เวียดนาม มาเลียเชีย อินโดนีเซีย ประเทศอินเดีย แล้วก็หมู่เกาะในห้วงมหาสมุทรแปซิฟิก
  • M. citrifolia cultivar potteri เป็นสายพันธุ์ที่ใบมีทั้งสีเขียว แล้วก็สีขาว เจอทั่วๆไปบริเวณหมู่เกาะในห้วงมหาสมุทรแปซิฟิก
การขยายพันธุ์การปลูก
ยอนิยมปลูกด้วยการเพาะเม็ด แต่สามารถขายพันธุ์ด้วยวิธีอื่นได้เช่นเดียวกัน ดังเช่น การปักชำ การทำหมัน แต่ว่าการเพาะเม็ดจะได้ผลที่ดีมากกว่ารวมทั้งอัตราการรอคอยดจะสูงขึ้นยิ่งกว่าแนวทางอื่น โดยการเพาะเมล็ดจะใช้แนวทางการบีบแยกเมล็ดออกจากผลสุก แล้วล้างด้วยน้ำ และกรองเมล็ดออก ผลที่ใช้จะต้องเป็นผลสุกจัดที่หล่นจากต้นที่มีสีขาว เนื้อผลอ่อนนิ่ม ซึ่งจะได้เม็ดที่มีสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม  เมล็ดที่ได้ต้องนำไปตากแห้ง 3-5 วันก่อน  และก็เอามาเพาะในถุงเพาะชำให้มีต้นสูงโดยประมาณ 30 ซม. ก่อนนำลงปลูก
ต้นยอเป็นพันธุ์ไม้ที่ดูแลง่ายไม่ค่อยมีแมลงศัตรูพืช หรือโรคพืชมาก รวมทั้งยังเป็นพืชที่แข็งแรงต่อภาวะดินเค็มแล้วก็สภาวะแห้งอีกด้วย จึงทำให้มีการแพร่ไปประเภทอย่างเร็วส่วนประกอบทางเคมี สาระสำคัญที่เป็นองค์ประกอบในยอ อีกทั้งในส่วนของ  ผล ใบ และราก มีหลายชนิด อาทิเช่น scopoletin , octoanoic acid , potassium , vitamin C , terpenoids , Asperuloside , Proxyronine สารในกรุ๊ป anthraquinones อย่างเช่น anthraquinone glycoside , morindone แล้วก็ rubiadin รวมถึง      flavonoids, triterpenoids, triterpenes, saponins, carotenoids, vitamin E                                    ยิ่งกว่านั้นยังมี  vitamin A , amino acid , ursolic acid , carotene และ  linoleic acid ซึ่งสารเหล่านี้สารชนิดได้มีการทดลองคุณสมบัติของสารแล้วว่าส่งผลที่สามารถนำมาใช้ทางการแพทย์ได้ ยิ่งไปกว่านี้ยังพบสารประเภทใหม่ที่ชื่อว่า flavone glycoside รวมทั้ง iridoid glycoside ในใบยอขึ้นรถทั้งคู่ส่งผลยังยั้ง cell transformation ของ mouse epidermal JB6 cell line
ผลดี/สรรพคุณ
คุณประโยชน์ของยอนั้นมีทั้งยังในด้านการนำไป บริโภคเป็นอาหารรวมทั้งการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพร ในร้านของ        Asperulosideการนำมาบริโภคนั้น   มีมากไม่น้อยเลยทีเดียวหลายแบบดังต่อไปนี้ มีการ
 บริโภคผลยอ กันมาก ทั้งยังดิบๆหรือปรุงแต่ง ดังเช่นว่า บางหมู่เกาะในห้วงสมุทรแปซิฟิค กินผลยอเป็นของกินหลัก ส่วนชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และก็ชนท้องที่ออสเตรเลียกินผลยอดิบจิ้มเกลือ หรือปรุงกับผงกะหยี และใช้เม็ดของยอคั่วกินได้
ส่วนในประเทศไทยนั้นบริโภคยอโดย ลูกยอสุก  เอามาจิ้มรับประทานกับเกลือหรือกะปิ ลูกห่ามใช้ทำส้มตำ ใบอ่อน เอามาลวกกินกับน้ำพริก ใช้ทำแกงจืด แกงอ่อม ผัดไฟแดง หรือนำมาใช้รองกระทงห่อหมก รวมทั้งในปัจจุบันมีการนำลูกไปดัดแปลงโดยคั้นเป็น น้ำลูกยอ โดยเชื้อกันว่ามีสาระ ทางด้านค่าของของกินที่มี วิตามินซี วิตามินเอ และก็ธาตุโปแตสเซียมสูง นอกนั้นจะมีลักษณะเสมือนพืชผักผลไม้มากไม่น้อยเลยทีเดียวเพราะว่ามีสารแอนติออกซิแดนท์หรือสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจัดว่าช่วยชะลอการแก่ของเซลล์ รวมทั้งต้านโรคมะเร็ง  ได้
                ส่วนในด้านการนำมาใช้เป็นสมุนไพรนั้น ยอได้ถูกกล่าวว่ามีคุณประโยชน์ทางยา ดังต่อไปนี้  ตำรายาไทย: ผลมีรสเผ็ดร้อน ช่วยขับลมในลำไส้ ขับผายลม บำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหาร ผสมในยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อยยุ่ย เหงือกบวม ขับประจำเดือนเสีย ขับเลือดลม ฟอกเลือด ขับน้ำคาวปลา แก้เสียงแหบ แก้ตัวเย็น แก้ร้อนในอก แก้กษัย แก้คลื่นไส้  โดยเอามาหมกไฟหรือต้มกับน้ำกิน หรือเอามาจิ้มกับน้ำผึ้งทาน ตำราสรรพคุณยาไทยบอกว่าผลอ่อนกินเป็นยาแก้คลื่นเหียนอาเจียน ผลงอมเป็นยาขับรอบเดือนสตรี ผลดิบเผาเป็นถ่านผสมเกลือเล็กน้อย อมแก้เหงือกยุ่ยเป็นขุมบวม หั่นปิ้งไฟพอเหลืองทำกระสายยา เม็ดเป็นยาระบาย
           ตำราเรียนยาไทยมีการใช้ ผลยอ ใน”พิกัดตรีผลสมุฎฐาน” คือการจำกัดปริมาณตัวยาที่ส่งผลเป็นที่ตั้ง 3 อย่าง ส่งผลมะตูม ผลยอ ผลผักชีลา คุณประโยชน์แก้สมุฎฐานที่ตรีทูต ขับลมต่างๆแก้โรคไตพิการ ส่วนอีกแบบเรียนหนึ่งระบุว่าสรรพคุณของส่วนต่างๆของยอไว้ดังนี้
                ราก คุณประโยชน์เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก ใบยอ รสขมเฝื่อน คุณประโยชน์บำรุงธาตุ แก้ไข้ ฆ่าเหา ปวดข้อ คั้นน้ำทา แก้โรคเกาต์ แก้ท้องร่วงในเด็ก แก้เหงือกบวม คั้นน้ำทาแก้แผลเรื้อรัง แก้กษัย ผสมยาอื่นแก้วัณโรค ผลดิบหรือแก่ รสเผ็ดร้อน คุณประโยชน์ขับลม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับเลือด ประจำเดือนของสตรี ฟอกโลหิต แก้คลื่นเหียนอาเจียน ผสมยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อยยุ่ย แก้เสียงแหบแห้ง แก้ร้อนในอก ผลสุก ของยาม้าน มีกลิ่นฉุน คุณประโยชน์ผายลมในไส้ ต้น ใช้เป็นส่วนประกอบกับสมุนไพรอื่นเป็นยารักษาวัณโรค ดอก เป็นส่วนประกอบของสมุนไพรตัวอื่นเป็นยารักษาวัณโรค
แบบ/ขนาดวิธีการใช้
แก้อ้วกที่เกิดขึ้นมาจากธาตุแตกต่างจากปกติ           ใช้ผลดิบหรือห่าม(ยังไม่สุก) ฝานเป็นชิ้นบางๆย่าง  หรือคั่วไฟอ่อนๆให้เหลือง  ใช้ครั้งละ  2  กำมือ  น้ำหนักราว  10-15  กรัม  ต้มหรือชงน้ำดื่มจิบแต่ว่าน้ำบ่อยๆขณะที่มีลักษณะ  ถ้าหากดื่มครั้งละมากๆจะก่อให้อ้วก
ใบสดใช้ต้มน้ำดื่มหรือเอามาบดตากแห้งชงเป็นชาดื่ม รวมทั้งใส่แคปซูลกิน ช่วยแก้กระษัย  แก้ปวดเมื่อยตามข้อมือข้อเท้า แก้ท้องเสีย ลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้เบาหวาน คุ้มครองป้องกันโรคในระบบหัวใจ แล้วก็หลอดเลือด แก้โรคมะเร็ง
ดอกใช้ต้มน้ำหรือเอามาตากแห้งชงเป็นชาดื่ม แก้วัณโรค โรคเบาหวาน ป้องกันโรคหัวใจ แล้วก็หลอดเลือด ต้านทานโรคมะเร็ง
เนื้อผลมีรสเผ็ดร้อน มีสารออกฤทธิ์เป็น asperuloside ใช้แก้อ้วก ช่วยขับลมในกระเพาะ และก็ลำไส้ ช่วยขับรอบเดือน แก้เมนส์มาไม่ปกติ ช่วยลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ
รากเอามาต้มหรือดองสุรากินเป็นยาระบาย แก้กษัย ช่วยเจริญอาหาร คุ้มครองป้องกันโรคมะเร็ง โรคในระบบหัวใจ และก็หลอดเลือด
ไอระเหยที่เกิดขึ้นจากลูกยอ ใช้รักษากุ้งยิง ลูกยอดิบ ใช้รักษาลักษณะของการเจ็บ หรือแผลตกสะเก็ดรอบปากหรือด้านในปาก ลูกยอสุก ใช้กิน ลูกยอบดละเอียดใช้บ้วนปากแก้คอเจ็บ ใช้ทาเท้าแก้เท้าแตก ใช้ทาผิวฆ่าเชื้อโรค หรือกินเพื่อฆ่าพยาธิภายในร่างกาย
ช่วยรักษาโรคกรดไหลย้อน ด้วยแนวทางการทำเป็นเครื่องดื่ม ใช้คู่กับหัวหญ้าแห้วหมู สิ่งแรกให้เลือกลูกยอห่าม นำมาหั่นเป็นแว่นๆไม่บางหรือดกจนกระทั่งเกินไป และจากนั้นจึงนำไปย่างไฟอ่อนๆโดยปิ้งให้เหลืองกรอบ สำหรับหญ้าแห้วหมูให้เอาท่อนหัวใต้ดินที่เราเรียกว่าหัวแห้วหมู นำไปคั่วให้เหลืองรวมทั้งมีกลิ่นหอมสดชื่น เมื่อเสร็จแล้วให้ตั้งไฟต้มน้ำจนเดือดแล้วเอาตัวยาทั้งสองชนิดลงไปต้มพร้อมกัน ใส่น้ำตาลกรวดเพียงพอหวาน ทิ้งเอาไว้ครู่หนึ่งแล้วชูลงจากเตา คอยกระทั่งอุ่นแล้วนำมารับประทาน ที่เหลือให้กรองเอาแต่น้ำแช่เอาไว้ภายในตู้แช่เย็นและหลังจากนั้นก็ค่อยอุ่นรับประทาน ให้ดื่มต่อเนื่องกัน 1 อาทิตย์ช่วยแก้ลักษณะการเจ็บคอ ด้วยการใช้ลูกยอดิบนำไปเผาไฟให้สุกและก็แช่ลงไปในน้ำต้มสุก แล้วรินมัวแต่น้ำเพื่อทุเลาอาการ
วิธีการใช้ยอรักษาอาการคลื่นไส้   ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)                 นำผลยอดิบที่โตเต็มกำลังแล้วมาฝานเป็นแผ่นบางๆต่อจากนั้นเอามาตากแห้ง แล้วคั่วในกระทะบนไฟกรุ่นๆให้แห้งไหม้เกรียม นำมาบดเป็นผุยผง แล้วก็ใช้ผงมาโดยประมาณ 20 กรัม ชงกับน้ำเดือดใหม่ๆ1 ลิตร แช่ทิ้งไว้ราว 15 นาที กรองมัวแต่น้ำใส่กระติกสำหรับใส่น้ำร้อนไว้ จิบน้ำยาประมาณ 30 มล. ทุก 2 ชั่วโมง เวลาคลื่นไส้ อาเจียน
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวกับแก้คลื่นไส้ คลื่นไส้ การเล่าเรียนการใช้น้ำผลยอสำหรับการยับยั้งอาเจียน โดยเปรียบเทียบกับยา metoclopramide ซึ่งเป็นยาแก้อ้วก และชาซึ่งใช้ในกลุ่มควบคุม ในผู้เจ็บป่วยมาลาเรีย 92 ราย ที่มีอาการคลื่นไส้คลื่นไส้ ชาย 68 ราย หญิง 24 ราย อายุระหว่าง 15 -55 ปี แบ่งเป็นกลุ่มใช้น้ำผลยอ 30 มล. รับประทานทุก 2 ชั่วโมง กรุ๊ปที่ 2 รับประทานน้ำชา 30 มิลลิลิตร ทุก 2 ชั่วโมง รวมทั้งกรุ๊ปที่ 3 ใช้ยา metoclopramide 1 เม็ด (5 มก.) เวลามีอาการคลื่นไส้อ้วกทุก 4 ชั่วโมง เขียนบันทึกปริมาณครั้งการคลื่นไส้ก่อนแล้วก็ข้างหลังการให้ยาทุกราย จากการศึกษาเล่าเรียนพบว่าค่าถัวเฉลี่ยจำนวนครั้งการคลื่นไส้ก่อนให้ยาทั้งยัง 3 กรุ๊ป มีค่าไม่ต่างอะไรกัน แต่ว่าปริมาณการอาเจียนกรุ๊ปที่ใช้ยา metoclopramide มีน้อยที่สุดรองลงมาคือยอ และน้ำชามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด มีความหมายว่ายอลดอาการอาเจียนได้มากกว่าน้ำชา
เมื่อเรียนรู้กลไกการออกฤทธิ์พบว่าผลยอมีฤทธิ์ต่อต้าน dopamine อย่างอ่อน  สารสกัดน้ำของผลยอสามารถเร่งการบีบตัวของลำไส้เล็กในหนูเม้าส์ที่ได้ถูกกระตุ้นให้อ้วกด้วย  apomorphine แต่ไม่อาจจะต้านทานฤทธิ์ของ apomorphine ในการลดการบีบตัวของกระเพาะได้
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial activity) มีรายงานว่าสาร acubin L-asperuloside แล้วก็ alizarin ในผลลูกยอเป็น antibacterial agent สามารถปกป้องการตำหนิดเชื้อแบคทีเรียต่างๆได้ ยกตัวอย่างเช่น Pseudomonas aeruginosa Proteus morgaii S Staphylococcus aureus Bacillus subtilis Escherichia coil Salmonella และก็ Shigella
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส (Antitviral activity) มีรายงานการค้นพบสารจากรากของต้นยอชื่อว่า 1-methoxy-2-formyl-3-hydroxy anthraquinone ซึ่งมีฤทธิ์สำหรับในการยังยั้งการเกิด cytopathic effect ของเชื้อ HIV ต่อการ infect MT4 cell โดยไม่มีการยับยั้งการเติบโตของเซลล์
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อวัณโรค (Antitubercular effects) มีการรายงานพบว่าลูกยอสามารถกำจัดการต่อว่าดเชื้อวัณโรคได้ถึง 97% เปรียบเทียบกับยา antibiotic ได้แก่ Rifampcin
ฤทธิ์หยุดความเจ็บปวด (Analgesic activity) มีรายงานว่าสารสกัดจากรากยอมีฤทธิ์ระงับปวดในสัตว์ทดสอบ และก็ผลวิจัย โดย ผศ.ดร.ทัศนีย์ ปัญจานนท์ พบว่าสารสกัดจากผลยอไทยมีฤทธิ์ยับยั้งปวดในสัตว์ทดสอบ

การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ  สารสกัดเอทานอลกับน้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินฉีดเข้าทางท้องหนูพบว่า ค่า LD50 เท่ากับ 0.75 ก./กิโลกรัม สารสกัดเมทานอลกับน้ำจากผลฉีดเข้าทางท้องหนูเพศผู้พบว่า ค่า LD50 มีค่ามากยิ่งกว่า 1 ก./กก.น้ำหนักตัว ส่วนอีกการทดสอบพบว่า สารสกัดเอทานอลกับน้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินขนาด 10 กรัม/กก. ให้ทางสายยางสู่กระเพาะหนูหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังไม่แสดงความเป็นพิษ
การทดลองพิษกึ่งเรื้อรังในหนูแรทโดยป้อนสารสกัดจากผลยอ ไม่เจอความผิดปกติอะไรก็แล้วแต่ในค่าตรวจทางวิชาชีวเคมีในเลือด รวมทั้งค่าตรวจทางโลหิตวิทยา ยิ่งกว่านั้นการทดสอบความเป็นพิษโดยใช้สารสกัดด้วยน้ำจากผลยอแห้ง ก็ไม่เจอความเป็นพิษอีกทั้งแบบกะทันหันและแบบเรื้อรัง
พิษต่อเซลล์  น้ำคั้นจากผลขนาด 6.25 มก./มิลลิลิตรทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่ามีความเป็นพิษต่อเซลส์ CAa-IIC ตอนที่สารสกัดเม-ทานอลจากใบ ทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยง ไม่พบความเป็นพิษต่อเซลล์ CFI IS-RA II สารสกัดคลอโรฟอร์มและน้ำจากรากทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่ามีผลต่อความเคลื่อนไหวรูปร่างของเซลล์ ช่วงเวลาที่สารสกัดเฮกเซนรวมทั้งเมทานอลจากรากไม่เป็นผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากผลไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ เมื่อทดลองใน Bacillus subtilis
ข้อเสนอแนะ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • สารโพรซีโรนินที่พบในน้ำลูกยอ อยากน้ำย่อยเปปสิน (Pepsin) และภาวะความเป็นกรดในกระเพาะ เพื่อกลายเป็นซีโรนิน เพราะฉะนั้น แม้กินน้ำลูกยอตอนที่ท้องอิ่มแล้วจะมีผลให้ส่งผลทาเภสัชของสารซีโรนินลดน้อยลง
  • ค่า แล้วก็สรรพคุณน้ำลูกยอจะน้อยลงเมื่อกินร่วมกับแอลกอฮอล์
  • การบดหรือการสกัดน้ำลูกยอไม่สมควรทำให้เม็ดยอแตก เพราะว่าสารในเมล็ดยอมีฤทธิ์เป็นยาระบายอาจทำให้ถ่ายหลายครั้งได้
  • คนป่วยโรคไตไม่สมควรดื่มน้ำลูกยอ เพราะเหตุว่ามีเกลือโปแตสเซียมสูง อาจจะส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้
  • สตรีท้องไม่ควรบริโภคลูกยอ เพราะว่าผลยอมีฤทธิ์ขับโลหิต อาจส่งผลให้แท้งลูกได้
เอกสารอ้างอิง

  • มากคุณค่าน้ำลูกยอ.สภาภรณ์ ปิติพร.2545.
  • อัญชลี จูฑะพุทธิ  ปุณฑริกา ณ พัทลุง  อุไรวรรณ เพิ่มพิพัฒน์  เย็นจิตร เตชะดำรงสิน.  การศึกษาฤทธิ์ต้านอาเจียนของผลยอ. ไทยเภสัชสาร 2539;20(3):195-202.
  • ผลของใบยอและฟ้าทะลายโจรต่อการเปลี่ยนแปลงสีและอัตราการจับกินเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาวในปลาทอง (Carasius auratus.) ชฎาธาร โทนเดียว,2527.
  • วิชัย เอกพลากร  สำรวย ทรัพย์เจริญ ประทุมวรรณ์  แก้วโกมล และคณะ.  การศึกษาทางคลินิกของผลยอในการระงับอาการอาเจียน.  รายงานการวิจัยโครงการสมุนไพรกับการสาธารณสุขมูลฐาน สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน  กระทรวงสาธารณสุข.
  • ยอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คระเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ลูกยอ/ใบยอ น้ำลูกยอและสรรพคุณยอ.พืชเกษตรดอทคอม
  • ยอ.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี http://www.disthai.com/
  • ยอ.สมุนไพรไทยสรรพคุณสารพัดที่หลายคนมองข้าม.ศูนย์ปฏิบัติการช่างเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส
  • ยอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สุทธิพันธ์ สาระสมบัติ. การพัฒนายาเพิ่มภูมิคุ้มกันจากสมุนไพร: ยอบ้าน (Morinda citrifolia L.). รายงานการวิจัยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2546.
  • Khurana H, Junkrut M, Punjanon T. Analgesic activity and genotoxicity of Morinda citrifolia.  Thai J Pharmacol 2003;25(1):86.
  • Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P.  Study on toxicity of Thai medicinal plants.  Bull Dept Med Sci 1971;122/4:36-65.
  • Charoenpiriya A, Phivthong-ngam L, Srichairat S, Chaichantipyuth C, Niwattisaiwong N, Lawanprasert S. Subacute effects of Morinda citrifolia fruit extract on hepatic cytochrome P450 and clinical blood chemistry in rats.  Thai J Pharm Sci 2003;27(suppl):69.
  • Hiramatsu T,Imoto M,Koyano T, Umezawa K.  Induction of normal phenotypes in ras-  transformed cell by damnacanthal from Morinda citrifolia.  Cancer Lett 1993;73(2/3):161-6.
  • Dhawan BN,Patnalk GK, Rastogi RP, et al.  Screening of Indian plant for biological activity. VI.  Indian J Exp Biol 1977;15:208-19.
  • Hirazumi A, Furusawa E.  An immunomodulatory polysacharide-rich substance from the fruit juice of Morinda citrifolia (Noni) with antitomour activity.  Phytother Res 1999;135:380-7.
  • Nakahishi K, Sasaki SI, Kiang AK, et al.  Phytochemical survey of Malaysian plant preliminary chemical and phramacological screening.  Chem Pharm Bull 1965;137:882-90.
  • Murakami A, Kondo A, Nahamura Y, Ohigashi H, Koshimizu K.  Possible anti-tumor promoting properties of edible plants from Thailand and identification of an active constituent, cardamomin, of Boesenbergia pandurata.  Biosci Biotech Biochem 1993;57(11):1971-3.
Logged
Pages: [1]
  Send this topic  |  Print  
 
Jump to:  

Powered by MySQL Powered by PHP Metallic Abyss Theme by SMFers
Powered by SMF 1.1.5 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!