ชุมชนช่างภาพอิสระ dpixmania.com
Welcome, Guest. Please login or register.

Login with username, password and session length
News:
 




เช่าไฟสตูดิโอ เช่าไฟต่อเนื่อง ช่างภาพผู้หญิง รับถ่ายภาพsexy ภาพส่วนตัว


Pages: [1]
  Send this topic  |  Print  
Author Topic: ย่านาง เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณ เเละ ประโยชน์ที่น่าทึ่ง ดังนี้  (Read 66 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
gggggg020202
สมาชิกใหม่
*
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 20


View Profile Email
« on: 09 กรกฎาคม 2018, 12:05:25 »


ย่านาง
ชื่อสมุนไพร ย่านาง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น หน้าจอยนาง , จ้อยนาง (ภาคเหนือ) , เถาย่านาง , เถาวัลย์เขียว , ต้นหญ้าภคินี (ภาคกึ่งกลาง) , ย่านนาง , นางวันยอ , ขันยอยาด (ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Tiliacora triandra (Colebr.) Diels,
วงศ์  Menispermaceae
ถิ่นกำเนิด ย่านางมีถิ่นกำเนิดในตอนกลางของเอเซียอาคเนย์ อาทิเช่น ในประเทศ พม่า , ไทย , ลาว , เขมร  เรื่องจริงแล้วพืชวงศ์ย่านางนี้มีราว 70  เชื้อสาย แม้กระนั้นโดยมากเป็นไม้เลื้อยในป่าเขตร้อนและในป่าดงผลัดใบในทวีปเอเชียแล้วก็อเมริกาเหนือ ส่วนย่านางของพวกเรานั้นพบขึ้นตามป่าผลัดใบ ป่าดงดิบ รวมทั้งป่าโปร่ง ในทุกภาคของเมืองไทย แต่ว่าในปัจจุบันได้มีการเอามาปลูกใบรอบๆบ้าน เพื่อใช้บริโภคและใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่างมากมาย
ลักษณะทั่วไป
       ย่านางเป็นไม้เถาเลื้อย เถากลมขนาดเล็ก มีแก่นไม้ เลื้อยพระอินทร์มต้นไม้ หรือก้านไม้ เถามีสีเขียว ยาว 10-15 เมตร เถาอ่อนสีเขียว เมื่อเถาแก่จะมีสีคล้ำ แตกเป็นแนวถี่ เถาอ่อนมีขนนุ่มสีเทา มีเหง้าใต้ดิน แขนงมีรอยแผลเป็นรูปจานที่ก้านใบหลุดไป มีขนกระจาย หรือหมดจด ใบผู้เดียว หนา สีเขียวเข้มเป็นเงา เรียงแบบสลับ รูปไข่ ยาวราวๆ 6-12 เซนติเมตร กว้างราวๆ 4-6 ซม. ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมน ผิวใบเป็นคลื่นบางส่วน ก้านใบยาวราว 1.5 ซม. ผิวใบเรียบมัน ไม่มีหูใบ เนื้อใบเหมือนกระดาษ แต่แข็ง เหนียว มีเส้นใบครึ่งออกจากโคนใบรูปฝ่ามือ 3-5 เส้น แล้วก็มีเส้นกิ่งก้านสาขาใบ 2-6 คู่ เส้นเหล่านี้จะไปเชื่อมกันที่ขอบใบ เส้นกลางใบด้านล่างจะย่นย่อละเอียดใกล้ๆโคน ขนหมดจด ก้านใบผิวย่นละเอียด ดอกออกเป็นช่อเล็กๆแบบแยกกิ้งก้านตามข้อและซอกใบ มีดอก 1-3 ดอก สีเหลือง ก้านช่อดอกยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร แยกเป็นช่อดอกเพศผู้และช่อดอกเพศเมีย ดอกเพศผู้สีเหลือง กลีบเลี้ยงมี 6-12 กลีบ กลีบวงนอกสุดมีขนาดเล็กที่สุด กลีบวงในมีขนาดใหญ่กว่าและก็เรียงซ้อนกัน รูปรีกว้าง ยาว 2 มม. ออกจะสะอาด กลีบมี 3 หรือ 6 กลีบ สอบแคบ ปลายเว้าตื้น ยาว 1 มิลลิเมตร สะอาด เกสรเพศผู้มี 3 อัน เป็นรูปกระบอง ยาว 1.5-2 มม. ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยงวงในรูปกลม ยาว 2 มิลลิเมตร ภายนอกมีขนห่างๆ กลีบดอกไม้มี 6 กลีบ รูปรีแกมขอบขนาน ยาว 1 มม. เกสรเพศเมียมี 8-9 อัน แต่ละอันยาวไม่ถึง 1 มิลลิเมตร ติดอยู่บนก้านยกสั้นๆยอดเกสรเพศเมียไม่มีก้าน ผลได้ผลสำเร็จกลุ่ม ผลกลมรูปไข่กลับ กว้าง 6-7 มม. ยาว 7-10 มิลลิเมตร ผิวเนียน มีเมล็ดแข็ง ผลสีเขียว ฉ่ำน้ำ ออกเป็นพวง ตามข้อรวมทั้งซอกใบ ติดบนก้านยาว 3-4 มม. เมื่อสุกจะกลายเป็นสีส้มและแดงสด เม็ดรูปเกือกม้า ผนังผลชั้นในมีสันไม่เป็นระเบียบ มีดอกตอนมี.ค.ถึงเดือนเมษายน
การขยายพันธุ์
       ย่านางเป็นพืชที่รุ่งโรจน์ได้ ในดินแทบทุกชนิด ชอบดินร่วนซุยคละเคล้าทรายจะเจริญรุ่งเรืองเจริญ การปลูกไว้ในฤดูฝน จะเจริญเติบโตได้ดียิ่งไปกว่า จะงอกงามเร็วกว่าปลูกเอาไว้ภายในช่วงอื่น ย่านางที่ปลูกได้ไม่ยากขึ้นง่าย รักษาง่าย ไม่ต้องดูแลมากมาย ทนความแห้งได้ดิบได้ดี
ส่วนการขยายพันธุ์สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ด หรือการแยกเหง้าปลูก แม้กระนั้นวิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันเป็นการเพาะเมล็ด เมล็ดย่านางจะมีอัตราการงอกของเม็ดสูง แม้กระนั้นจำเป็นต้องใช้เมล็ดที่แก่เต็มกำลังที่มีลักษณะสีดำ ซึ่งควรนำมาตากแห้ง 5-7 วัน ก่อนปลูก การปลูกด้วยการหยอดเมล็ดต้องระมัดระวังอย่าขุดหลุมลึก เพราะว่าจะมีผลให้เมล็ดเน่าได้ง่าย
ส่วนการรักษาย่านางไม่มียุ่งยากมากมาย เพราะว่าย่านางจะเติบโตได้ดี ในดินมีความชุ่มชื้นเพียงพอ และสามารถเติบโตได้ถึงจะมีวัชพืชขึ้นครึ้ม เพราะต้นย่านางจะสร้างเถาเลื้อยอยู่ด้านบนพืชชนิดอื่น
สำหรับเรื่องการให้ปุ๋ยย่านางนั้นไม่สำคัญ ถ้าหากดินมีสภาพอินทรีย์วัตถุที่เพียงพอ เราสามารถใช้เพียงปุ๋ยธรรมชาติจากมูลสัตว์ 1 ถัง/ต้น ก็เพียงพอ แต่หากจะให้ใบเขียวเข้มเยอะขึ้น บางทีอาจต้องให้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 หรือปุ๋ยยูเรียเพิ่มในอัตรา 50-100 กรัม/ต้น หรือโดยประมาณ 1 กำมือ สำหรับต้นที่แตกเถายาว ส่วนต้นขนาดเล็กจะต้องปรับจำนวนต่ำลง แล้วนำต้นกล้าที่ได้มาปลูกเอาไว้ภายในแปลงดิน ให้มีระยะห่างระหว่างต้นราว 1×1 เมตร และเมื่อต้นเริ่มเลื้อยทอดยอด ให้ทำหลักปักไว้ ทำค้างให้เถาเลื้อยขึ้น
การเก็บผลผลิตย่านาง  จะเริ่มเก็บผลผลิตใบย่านาง ใช้เวลาโดยประมาณ 2-3 เดือน ข้างหลังปลูกภายในแปลง ใบมีขนาดโตเต็มกำลังมีสีเขียว จะสามารถเก็บเกี่ยวใบย่านางได้ รวมทั้งจะเก็บได้ตลอดกาลเรื่อย
ส่วนประกอบทางเคมี
                สาระสำคัญที่พบในใบย่านางส่วนมากจะเป็นสารกลุ่มฟินอลิก (phenolic compound) อาทิเช่น มิเนวัวไซด์ (Minecoside), กรดพาราไฮดรอกซีเบนโซอิก (p-hydroxy benzoic acid) และสารในกลุ่มฟลาโอ้อวดนไกลโคไซด์ เป็นต้นว่า สารโมโนอีพอกซีบีตาแคโรทีน (moonoepoxy-betacarotene) รวมทั้งอนุพันธ์ของกรดซินนามิก (flavones glycosidf cinnamic acid derivative) ส่วนสารอัลาลอยด์ (alkaloid) ได้แก่ ทิเรียโครีน
(tiliacorine) , ทิเรียโคลินิน (Tiliacorinine) , นอร์ทิเรียโครินิน (nor-tiliacorinine) , tiliacorinin 2,-N-oxide Tiliandrine , Tetraandrine แล้วก็ D-isochondendrine พบได้ในราก รวมทั้งใบย่านาง  แล้วก็การศึกษาเล่าเรียนส่วนประกอบหลักที่มีฤทธิ์ต่อต้านไข้มาลาเรียจากรากย่านาง โดยสกัดรากด้วยตัวทำละลาย  chloroform:methanol:ammonium hydroxide ในอัตราส่วน (50:50:1) ใช้วิธีแยกสารด้วย column chromatography  รวมทั้งการตกผลึก พบว่าได้สารประกอบ alkaloid  2 จำพวกหมายถึงtiliacorinine (I) และ tiliacorine (II) จำนวน  0.0082% รวมทั้ง 0.0029% ตามลำดับ  ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของย่านางนั้นมีดังนี้
-               พลังงาน 95 กิโลแคลอรี
-               เส้นใย 7.9 กรัม
-               แคลเซียม 155.0 กรัม
-               ธาตุฟอสฟอรัส 11.0 มิลลิกรัม
-               เหล็ก 7.0 มก.
-               วิตามินเอ 30625 (IU)
-               วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มก.                              Minecoside
-               วิตามินบีสอง 0.36 มิลลิกรัม
-               ไนอาสิน 1.4 มก.
-               วิตามินซี 141.0 มก.
-               ขี้เถ้า 8.46%
-               ไขมัน 1.26%
-               โปรตีน 15%                                          Tiliacorine
-               น้ำตาลทั้งหมด 59.47%
-               แคลเซียม 1.42%
-               ฟอสฟอรัส 0.24%
-               โพแทสเซียม 1.29%
-               กรดยูเรนิค 10.12%
-               โมโนแซคติดอยู่ไรด์
-               แรมโนส 0.50%
-               อะราบิโนส 7.70% หน่วยเปอร์เซ็นต์ (ใบย่านาง 100 กรัม/น้ำหนักแห้ง)       tiliacorinine
-               กาแลคโตส 8.36%
-               กลูโคส 11.04%
-               ไซโลส 72.90%
ผลดี/สรรพคุณ ใบย่านางเป็นสมุนไพรเย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ และยังมีวิตามินที่ต้องต่อสุขภาพอีกมากมาย ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีนในจำนวนค่อนข้างจะสูง โดยเป็นสมุนไพรที่ใครหลายๆคนต่างก็คุ้นเคยกันดี เนื่องจากว่านิยมนำมาเป็นเครื่องปรุงรสช่วยเพิ่มความกลมกล่อมของของกิน ดังเช่นว่า แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ แกงเลียง แกงหวาน
คุณประโยชน์ย่านางที่ใช้เป็นอาหารมีดังนี้
ใบย่านาง เก็บบริโภคได้ตลอดปี ยอดอ่อนแตกใบมากมายในฤดูฝน ยอดอ่อนของเถาย่านางใช้รับประทานแกล้มแนมกับอาหารเผ็ด ชาวไทยอีสานรวมทั้งชาวลาวใช้ใบย่านางคั้นเอาน้ำทำกับข้าวต่างๆทำให้น้ำซุปข้นขึ้น เช่น แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ ย่านางสามารถลดฤทธิ์กรดยูริกในหน่อไม้ได้ ลดความขมของหน่อไม้ แล้วก็เพิ่มคลอโรฟิลล์รวมทั้งอนุภาคบีตาแคโรทีนให้กับอาหารดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว
นอกจากนั้นยังใส่น้ำคั้นใบย่านางในแกงเห็ด ต้มเขรอะ แกงขี้เหล็ก แกงขนุน แกงผักอีลอก แกงยอดหวาย แกงอีลอก นำไปอ่อมและหมก
ชาวใต้ใช้ยอด ใบเพสลาด (คือใบที่ไม่อ่อน ไม่แก่เกินความจำเป็น) นำไปแกงเลียง แกงหวาน แกงขี้เหล็ก น้ำคั้นจากใบช่วยลดความขมของใบขี้เหล็กได้ ยิ่งไปกว่านี้ยังนำไปผัด แกงกะทิ แล้วก็หั่นซอยรับประทานกับข้าวยำได้อีก ผลสุกใช้รับประทานเล่น ส่วนชาวเหนือใช้ยอดย่านางอ่อนเอามาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก ใบแก่คั้นน้ำนำมาใส่แกงประจำถิ่น ดังเช่นว่า แกงหน่อไม้ แกงแค
ส่วนสรรพคุณทางยาของย่านางเป็น ตำรายาไทย  ใช้ ราก รสจืด รสจืดขม ใช้ในตำรับยาแก้ไข้เบญจโลกสายฟ้า (มีรากย่านาง รวมกับรากเท้ายายม่อม รากมะเดื่อชุมพร รากคนทา รากชิงชี่ อย่างละเท่าๆกัน) แก้ไข้ (ใช้รากแห้งทีละ 1 กำมือ หรือโดยประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำดื่มก่อนที่จะรับประทานอาหารเช้าตรู่ ตอนกลางวัน เย็น) แก้พิษเมาเบื่อ กระแทกพิษไข้ แก้เมาสุรา ถอนพิษผิดสำแดง นำมาต้มรับประทานเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น แก้ไข้ ขับพิษต่างๆแก้ท้องผูก ปรุงยาแก้ไข้รากสาด ไข้กลับ ไข้หัว ไข้พิษ ไข้สันนิบาต มาลาเรียเรื้องรัง ไข้ทับเมนส์ บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ แก้พิษด้านในให้ตกสิ้น แก้โรคหัวใจบวม แก้กำเดา แก้ลม แก้ไข้จับสั่น แก้เมาสุรา รากผสมกับรากหมาน้อย ต้มรับประทานแก้ไข้ไข้จับสั่น ลำต้น รสจืดขม ถอนพิษผิดสำแดง รักษาพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้พิษ แก้ไข้รากสาด ไข้ดำแดง ไข้ฝีดาษ ไข้เซื่องซึม ไข้กลับไข้ซ้ำ แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว แก้ลิ้นแข็งกระด้าง รักษาโรคปวดข้อ ก้านที่มีใบผสมกับพืชอื่นใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง ใบ รสจืดขม รับประทานถอนพิษ แก้ไข้ แก้ไข้รากสาด ไข้พิษ ไข้เซื่องซึม ไข้หัว ไข้พิษ ปวดหัวตัวร้อน อีสุกอีใส ฝึก ลิ้นหยาบคางแข็ง เป็นยากวาดคอ แก้ไข้ไข้ทรพิษ ไข้ดำแดง
ส่วนอีกตำราเรียนหนึ่งระบุว่า ราก นำรากมาต้มดื่มแก้ร้อนใน แก้ดับหิว ทุเลาอาการไข้ ไข้รากสาด อีสุกอีใส โรคฝีดาษ ถอนพิษแฮงค์ เมาสุรา ทุเลาท้องผูก ท้องเสีย บำรุงหัวใจ ทำลายพิษ รวมทั้งลดพิษจากพืช สัตว์ และก็สารเคมีในร่างกาย  ลำต้น ลำต้นนำมาต้มหรือบดคั้นน้ำ บรรเทาอาการไข้ชนิดต่างๆลดพิษร้อน พิษจากพืช เห็ด และก็ลดพิษสารกำจัดแมลงในร่างกาย  ใบ  นำใบมาบดคั้นน้ำสด หรือเอามาต้มน้ำ รวมทั้งใบตากแห้งอัดใส่แคปซูลรับประทาน มีฤทธิ์ในทางยาหลายด้าน อาทิเช่น ทุเลาอาการร้อนใน ทุเลาอาการไม่สบาย ตัวร้อน บรรเทาไข้รากสาด ไข้ไข้ทรพิษลดพิษสารกำจัดแมลงภายในร่างกาย และก็ถอนพิษอื่นๆ
ภาคอีสานใช้รากต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น และก็ใช้รากยานางผสมรากหมาน้อย ต้มแก้ไข้ไข้มาลาเรีย บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เจาะจงการใช้ย่านางในตำรับ “ยาห้าราก” มีส่วนประกอบของรากย่านางร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการไข้ ส่วนด้านการแพทย์แผนปัจจุบันบอกว่า ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของย่านาง โดยพบว่าย่านางมีฤทธิ์ลดไข้ ยั้งการเติบโตของเชื้อไข้มาลาเรีย Plasmodium falciparum แก้ปวด ลดความดันเลือด ต่อต้านเชื้อจุลชีวัน ต้านทานการแพ้ ลดการหดเกร็งของลำไส้ ต่อต้านการเจริญของเซลล์ของมะเร็ง ยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี acetylcholinesterase และก็มีฤทธิ์อย่างอ่อนๆในการต้านอนุมูลอิสระ  และยังมีคุณสมบัติกระตุ้นการเพิ่มปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวครั้ง-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte) ต้านทานจุลินทรีย์ Staphylococcus aureus, Bacillus cereus, Escherichia coli และ Salmonellaspp. และยังมีคุณสมบัติกระตุ้นการเพิ่มปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวหน-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte)  ต้านจุลชีพ Staphylococcus  aureus,  Bacillus  cereus,  Escherichia  coli และ Salmonella spp. ต่อต้านไข้ และก็ต้านอนุมูลอิสระ ใบย่านางไม่มีอันตรกิริยา (interaction) กับยารักษาโรคเรื้อรังดังเช่น โรคหัวใจรวมทั้งหลอดเลือด โรคกระดูกรวมทั้งข้อโรคเบาหวาน โรคระบบทางเดินหายใจ
ต้นแบบ/ขนาดวิธีการใช้ แก้ไข้ ใช้รากย่านางแห้ง 1 กำมือ ราวๆ 15 กรัม ต้มกับน้ำ 2 แก้วครึ่ง ต้มให้เหลือ 2 แก้ว ให้ดื่มครั้ง1-2 แก้ว ก่อนที่จะกินอาหาร 3 เวลา   แก้ป่วง (ปวดท้องเพราะกินอาหารผิดสำแดง)ใช้รากย่านางแดงและรากมะปรางหวาน ฝนกับน้ำอุ่น แต่ไม่ถึงกับข้น ดื่มครั้งละ 1-2  แก้วต่อครั้ง วันละ 3-4 ครั้ง หรือทุกๆ2 ชั่วโมง หากไม่มีรากมะปรางหวาน ก็ใช้รากย่านางแดงสิ่งเดียวก็ได้ หรือถ้าเกิดให้ดีขึ้น ใช้รากมะขามฝนรวมด้วย   ทำลายพิษเบื่อเมาในอาหาร เป็นต้นว่า เห็ด กลอย ใช้รากย่านางต้นและก็ใบ 1 กำมือ  ตำผสมกับข้าวสารเจ้า 1 จับมือ เพิ่มเติมน้ำคั้นให้ได้ 1 แก้ว กรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่เกลือรวมทั้งน้ำตาลบางส่วนพอเพียงดื่มง่ายให้หมดอีกทั้งแก้ว ทำให้คลื่นไส้ออกมา จะช่วยให้ดีขึ้น   ดับพิษร้อน ทำลายพิษไข้ ใช้หัวย่านางต้มกับน้ำ 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วนดื่มครั้งละ 1-2 แก้ว  การใช้เป็นยาพื้นเมืองในภาคอีสาน   ใช้ราก ต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น   ใช้รากย่านางผสมรากหมาน้อย ต้มแก้ไข้มาลาเรีย   ใช้ราก ต้มขับพิษต่างๆ น้ำย่านางเมื่อนำมาผสมกับดินสอพองหรือปูนบดหมากผสมจนถึงเหลว สามารถเอามาทา สิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนองได้อีกด้วย

การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านเชื้อไข้มาลาเรีย        ศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ต้านทานเชื้อไข้จับสั่น Plasmodium falciparum ของสารสกัดรากย่านางด้วยเมทานอล ซึ่งสารสกัดมีสาร alkaloid เป็นส่วนประกอบ 2 ส่วนสกัด เป็นส่วนที่ละลายน้ำ และก็ส่วนที่ไม่ละลายน้ำ พบว่าเฉพาะสาร alkaloid ที่ไม่ละลายน้ำ (water-insoluble alkaloid) มีฤทธิ์เพิ่มการยับยั้งเชื้อไข้มาลาเรีย จากองค์ประกอบทางเคมีที่แยกได้ เจอสาร alkaloid ที่แตกต่าง 5 จำพวก ในกลุ่ม bisbenzyl isoquinoline อย่างเช่น tiliacorine, tiliacorinine, nor-tiliacorinine A, และก็สาร alkaloid ที่ไม่อาจจะระบุส่วนประกอบได้เป็นG แล้วก็ H ซึ่งพบว่าสาร alkaloid G มีฤทธิ์สูงสุดสำหรับการกำจัดเชื้อไข้จับสั่นระยะ schizont (เป็นระยะที่เชื้อมาลาเรียเข้าสู่เซลล์ตับ แล้วเปลี่ยนรูปร่างเป็นกลมรี รวมทั้งมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการแบ่งนิวเคลียสเป็นหลายๆก้อน) โดยมีค่า ID50 พอๆกับ 344 ng/mL และก็ตามด้วย nor-tiliacorinine A รวมทั้ง tiliacorine เป็นลำดับ (ID50s พอๆกับ 558 และ 675 mg/mL เป็นลำดับ)
ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อวัณโรค   สาร bisbenzylisoquinoline alkaloids 3 จำพวก ยกตัวอย่างเช่น tiliacorinine, 20-nortiliacorinine รวมทั้ง tiliacorine ที่แยกได้จากรากย่านาง และอนุพันธ์สังเคราะห์ 1 ประเภทเป็น13҆-bromo-tiliacorinine   สารทั้ง 4 ประเภทนี้ ได้เอามาทดลองฤทธิ์ต้านทานเชื้อวัณโรคสายพันธุ์ดื้อยา multidrug-resistant Mycobacterium tuberculosis (MDR-MTB)  ผลการทดลองพบว่า สารทั้ง 4 ประเภท มีค่า MIC อยุ่ระหว่าง 0.7 - 6.2 μg/ml แต่ที่ค่า MIC เท่ากับ 3.1 μg/ml เป็นค่าที่สามารถยั้ง  MDR-MTB ได้จำนวนไม่ใช่น้อยที่สุด
ฤทธิ์ต้านทานมะเร็ง     การเรียนรู้ฤทธิ์ยั้งเซลล์ของโรคมะเร็งท่อน้ำดี ในหลอดทดลอง รวมทั้งในสัตว์ทดลอง โดยศึกษาผลของสาร tiliacorinine ซึ่งเป็นสาร กลุ่ม alkaloid ที่พบในย่านาง  ในการทดลอง in vivo ทำในหนูถีบจักร เพื่อมองผลลดการก้าวหน้าของก้อน   เนื้องอกในหนูที่ได้รับเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี และก็สาร tiliacorinine  ผลของการทดสอบพบว่า  tiliacorinine  มีนัยสำคัญสำหรับเพื่อการยับยั้งการเพิ่มปริมาณของเซลล์ของมะเร็งท่อน้ำดีในหลอดทดลอง โดยมีค่า IC50 พอๆกับ 4.5-7 µM โดยกลไกการกระตุ้นกระบวนการ apoptosis ซึ่งเป็นกรรมวิธีสำหรับการกำจัดเซลล์ไม่ปกติ แล้วก็เซลล์มะเร็งในร่างกาย และก็การทดลองในหนูพบว่าสามารถลดการเจริญก้าวหน้าของก้อนเนื้องอกในหนูได้
การทดสอบฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระของผักพื้นเมืองไทย จำนวน 6 จำพวก ดังเช่นว่า ผักข้าด ผักติ้ว ผักปลังขาว ย่านาง ผักเหมียง และก็ผักหวานบ้าน โดยการสกัดสารสำคัญด้วยแอลกอฮอล์จากผักแต่ละจำพวก ทดสอบฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากผัก 6 จำพวกเปรียบเทียบกับตัวควบคุม วิตามินซี รวมทั้งวิตามินอี สารสกัดจากย่านางส่วนที่ละลายน้ำและก็ส่วนที่ไม่ละลายน้ำให้ค่า IC50 499.24 และก็ 772.63 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร เป็นลำดับ เมื่อเทียบกับค่าที่ได้จากวิตามินซี แล้วก็วิตามินอีที่ IC50 9.34 รวมทั้ง 15.91 ไมโครกรัม/มล. เป็นลำดับ
งานศึกษาเรียนรู้วิจัยอีกชิ้นหนึ่งในประเทศไทยตรวจสอบฤทธิ์ยับยั้งปวดแล้วก็ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบของผักประจำถิ่นอีสาน 10 ชนิด การตรวจหาฤทธิ์ระงับปวดโดยใช้ writhing test และก็ tail flick test สำหรับเพื่อการตรวจฤทธิ์ต้านอักเสบ ใช้ rat hind paw edema model
ผลของการทดสอบใช้สารสกัดพืชผักประจำถิ่นด้วยน้ำ ขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักตัวของหนูเพศผู้ 1 กิโล พบว่าสารสกัดจาก ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง ผักกาดฮีน มะระขี้นก ผักชะพลู และก็ผักชีลาว ส่งผลลดการเกิด writhing ในหนูจำนวนร้อยละ 35-64 (p<0.05)
การทดสอบฤทธิ์หยุดปวดด้วย tail flick test พบว่าสารสกัดจากใบตำลึงและใบย่านางมีฤทธิ์ระงับปวด จากนั้นคัดสารสกัดที่มีฤทธิ์มากที่สุด 4 ประเภท อย่างเช่น ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง และผักกาดฮีนมากระทำการทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยใช้คาราจีแนนเป็นสารระตุ้น  พบว่าสารสกัด 4 ประเภทไม่มีฤทธิ์ต่อต้านอักเสบในสัตว์ทดลอง ผู้ทำการวิจัยเชื่อว่าสารสกัดจากใบตำลึงและก็ใบย่านางบางทีก็อาจจะออกฤทธิ์หยุดปวดต่อระบบประสาท
ส่วนงานศึกษาค้นคว้าจากมหาวิทยาลัยมหิดลในห้องทดลองเบื้องต้นพบว่า สารสกัดใบย่านางมีฤทธิ์กระตุ้นลักษณะการทำงานของรีเซ็ปเตอร์ที่ขนคอเลสเตอรอลเข้าสู่ตับ แต่ไม่เคยทราบว่าจะมีผลลดคอเลสเตอรอลในเลือดของระบบร่างกายไหม การศึกษาค้นพบนี้บางทีอาจเกี่ยวโยงกับคุณลักษณะของย่านางที่ใช้รักษาโรคหัวใจมาแม้กระนั้นโบราณได้ แม้แต่ว่าต้องมีการเรียนเพิ่มถัดไป
จากการทดลองฤทธิ์ลดไข้ของสารสกัด 50% เอทานอลจากรากย่านาง เมื่อนำไปพิจารณาฤทธิ์สำหรับการลดไข้ พบว่าไม่มีคุณสมบัติสำหรับเพื่อการลดไข้แม้กระนั้นเป็นพิษต่อสัตว์ทดสอบ การศึกษาวิจัยทางเคมีได้แยกอัลคาลอยด์ ออกมาสองชนิดเป็นอัลคาลอยด์ที่ไม่ละลายน้ำ(water-insoluble alkaloids) แล้วก็อัลค้างลอด์ที่ละลายน้ำ (water-soluble quarternary base) เมื่อตรวจทานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของอัลคาลอยด์ที่แยกได้ พบว่าการเกิดพิษต่อสัตว์ทดลองเกิดขึ้นจาก water-soluble quarternary base ซึ่งมีฤทธิ์คล้าย curare จากการตรวจค้นสูตรส่วนประกอบสรุปได้ว่า water-soluble quarternary base นี้อาจอยู่ในจำพวก aporphine alkaloids
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา พิษกะทันหัน รวมทั้งกึ่งเรื้อรังของย่านาง 
          ศึกษาเล่าเรียนพิษกระทันหันของสารสกัดน้ำจากทุกส่วนของย่านาง โดยการป้อนสารสกัด ในหนูเพศผู้ และก็เพศเมีย จำพวกละ 5 ตัว ในขนาด  5,000 mg/kg เพียงแต่ครั้งเดียว พบว่าไม่มีอาการแสดงของภาวการณ์เป็นพิษเกิดขึ้น แล้วก็  ไม่มีการแสดงความประพฤติปฏิบัติที่ไม่ปกติ รวมถึงไม่มีการตาย หรือการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อด้านใน สารสกัดใบย่านางด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 50 ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังของหนู ปริมาณ 10 กรัม ต่อน้ำหนักตัวของหนู 1 กิโล (คิดเป็นจำนวน 6,250 เท่าของจำนวนที่คนได้รับ) ไม่แสดงความเป็นพิษ   การเรียนรู้พิษเรื้องรัง ทดสอบโดยป้อนสารสกัดแก่ตัวทดลอง เพศผู้ แล้วก็เพศภรรยา ชนิดละ 10 ตัว ทุกวี่วัน ในขนาดความเข้มข้น 300, 600 และ 1,200 mg/kg ติดต่อกันนาน 90 วัน   ไม่พบความแตกต่างจากปกติทางด้านความประพฤติปฏิบัติ แล้วก็สุขภาพ หนูในกลุ่มทดลอง และก็กลุ่มควบคุม จะมีการทดสอบในวันที่ 90 แล้วก็ 118 โดยตรวจร่างกาย และมีกรุ๊ปที่ติดตามผลถัดไปอีก 118 วัน ผลการทสอบพบว่า น้ำหนักของอวัยวะ ค่าชีวเคมีในเลือด และเยื่ออวัยวะภายใน ไม่พบการเกิดพิษ  ผลการศึกษาเรียนรู้ทำให้เห็นว่า สารสกัดย่านางด้วยน้ำ ไม่ทำให้เกิดพิษทันควัน และพิษครึ่งหนึ่งเรื้อรังในตัวทดลอง ในหนูเพศผู้ และก็เพศภรรยา
ข้อแนะนำ/ข้อพึงระวัง

  • เมื่อทำน้ำย่านางเสร็จแล้วควรดื่มโดยทันที เนื่องจากถ้าหากทิ้งไว้นานเหลือเกินจะเกิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยวหรือมีการบูดขึ้นได้ แต่สามารถนำมาแช่ตู้เย็นได้ และก็ควรจะดื่มให้หมดด้านใน 3 วัน
  • สำหรับเพื่อการกินน้ำย่านาง ควรดื่มก่อนที่จะรับประทานอาหารหรือตอนท้องว่างราวๆครึ่งแก้ว 3 ครั้งต่อวัน
  • บางบุคคลที่มีความคิดว่าน้ำย่านาง เหม็นเขียว กินยากสามารถนำน้ำย่านางไปต้มให้เดือดแล้วเอามาดื่มหรือจะผสมกับน้ำสมุนไพรจำพวกอื่นๆก็ได้ ดังเช่น ขิง ตะไคร้ ขมิ้น หรือจะผสมกับน้ำมะพร้าว น้ำมะนาว น้ำตาล หรือแม้แต่น้ำหวานก็ได้เช่นกัน
  • ควรจะดื่มปริมาณแต่พอดี ถ้าเกิดดื่มแล้วรู้สึกแพ้ พะอืดพะอม ก็ควรลดความเข้มข้นของสมุนไพรที่ใส่ลงไปให้ลดน้อยลง
เอกสารอ้างอิง

  • Dechatiwongse T, Kanchanapee P, Nishimoto K. Isolation of active principle from Ya-nang (Tiliacora triandra Diels). Bull Dept Med Sci. 1974;16(2):75-81.
  • อัจฉราภรณ์  ดวงใจ , นันทีทิพ ลิ้มเพียรชอบ, ขนิษฐพร  ไตรศรัทธ์ .คุณสมบัติคลอเรสเตอรอลของสารสกัดใบย่านางในเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่เลี้ยงต่อเนื่อง Caco-2.คอลัมน์บทความวิจัย.วารสารนเรศวรพะเยา.ปีที่8.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม 2558.หน้า87-92
  • รศ.ดร.กรณ์กาญจน์ ภมรประวัติธนะ.มหัศจรรย์ย่านาง จากซุปหน่อไม้ถึงเครื่องดื่มสุขภาพ.คอลัมน์บทความพิเศษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่370.กุมภาพันธ์.2553
  • Sireeratawong S, Lertprasertsuke N, Srisawat U, Thuppia A, Ngamjariyawat A, Suwanlikhid N, et al. Acute and subchronic toxicity study of the water extract from Tiliacora triandra (Colebr.) Diels in rats. Sonklanakarin J Sci and Technol. 2008;30(5):611-619.
  • ย่านาง...อาหารที่เป็นยา.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Pavanand K, Webster HK, Yongvanitchit K, Dechatiwongse T. Antimalarial activity of Tiliacora triandra Diels against Plasmodium falciparum in vitro. Phytotherapy Research. 1989;3(5):215-217.
  • ย่านาง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ชุตินันท์ ประสิทธิ์ภูริปรีชา.เอกชัย ดำเกลี้ยง,พยุงศักดิ์ สุรินต๊ะ , วสันต์ ดีล้ำ, ฤทธิ์ปรับ ภูมิคึ้มกัน ต้านออกซิเดชั่น และต้านจุลชีพของสารสกัดผักพื้นบ้านและสมุนไพรอีสาน,วารสารเภสัชศาสตร์อีสาน
  • Janeklang S, Nakaew A, Vaeteewoottacharn K, Seubwai W, Boon
Logged
Pages: [1]
  Send this topic  |  Print  
 
Jump to:  

Powered by MySQL Powered by PHP Metallic Abyss Theme by SMFers
Powered by SMF 1.1.5 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!