ชุมชนช่างภาพอิสระ dpixmania.com
Welcome, Guest. Please login or register.

Login with username, password and session length
News:
 




เช่าไฟสตูดิโอ เช่าไฟต่อเนื่อง ช่างภาพผู้หญิง รับถ่ายภาพsexy ภาพส่วนตัว


Pages: [1]
  Send this topic  |  Print  
Author Topic: ย่านาง เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณ เเละ ประโยชน์ที่น่าทึ่ง ดังนี้  (Read 50 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
tawattt005
สมาชิกขาประจำ
**
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 96


View Profile Email
« on: 16 กรกฎาคม 2018, 09:28:24 »


ย่านาง
ชื่อสมุนไพร ย่านาง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น หน้าจอยนาง , จ้อยนาง (ภาคเหนือ) , เถาย่านาง , เถาวัลย์เขียว , ต้นหญ้าพี่หญิง (ภาคกลาง) , บริเวณนาง , นางวันยอ , ขันยอยาด (ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Tiliacora triandra (Colebr.) Diels,
วงศ์  Menispermaceae
บ้านเกิด ย่านางมีบ้านเกิดเมืองนอนในใจกลางของเอเซียอาคเนย์ ได้แก่ ในประเทศ ประเทศพม่า , ไทย , ลาว , กัมพูชา  ข้อเท็จจริงแล้วพืชวงศ์ย่านางนี้มีราว 70  เครือญาติ แม้กระนั้นจำนวนมากเป็นไม้เลื้อยในป่าเขตร้อนรวมทั้งในป่าดงผลัดใบในทวีปเอเชียและก็อเมริกาเหนือ ส่วนย่านางของพวกเรานั้นพบขึ้นตามป่าผลัดใบ ป่าดงดิบ รวมทั้งป่าโปร่ง ในทุกภาคของประเทศไทย แต่ในขณะนี้ได้มีการนำมาปลูกใบบริเวณบ้าน เพื่อใช้บริโภคและใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่างมากมาย
ลักษณะทั่วไป
       ย่านางเป็นไม้เถาเลื้อย เถากลมขนาดเล็ก มีแก่นไม้ เลื้อยพันตามต้นไม้ หรือก้านไม้ เถามีสีเขียว ยาว 10-15 เมตร เถาอ่อนสีเขียว เมื่อเถาแก่จะมีสีคล้ำ แตกเป็นแถวถี่ เถาอ่อนมีขนนุ่มสีเทา มีเหง้าใต้ดิน แขนงมีรอยแผลเป็นรูปจานที่ก้านใบหลุดไป มีขนห่างๆ หรือหมดจด ใบผู้เดียว ดก สีเขียวเข้มวาว เรียงแบบสลับ รูปไข่ ยาวราว 6-12 ซม. กว้างประมาณ 4-6 ซม. ขอบของใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมน ผิวใบเป็นคลื่นบางส่วน ก้านใบยาวโดยประมาณ 1.5 เซนติเมตร ผิวใบเรียบมัน ไม่มีหูใบ เนื้อใบคล้ายกระดาษ แต่ว่าแข็ง เหนียว มีเส้นใบกึ่งออกมาจากโคนใบรูปฝ่ามือ 3-5 เส้น และมีเส้นกิ่งก้านสาขาใบ 2-6 คู่ เส้นพวกนี้จะไปเชื่อมกันที่ขอบใบ เส้นกึ่งกลางใบด้านล่างจะร่นละเอียดใกล้ๆโคน ขนหมดจด ก้านใบผิวย่นละเอียด ดอกออกเป็นช่อเล็กๆแบบแยกกิ่งก้านสาขาตามข้อแล้วก็ซอกใบ มีดอก 1-3 ดอก สีเหลือง ก้านช่อดอกยาวราวๆ 0.5 เซนติเมตร แยกเป็นช่อดอกเพศผู้รวมทั้งช่อดอกเพศภรรยา ดอกเพศผู้สีเหลือง กลีบเลี้ยงมี 6-12 กลีบ กลีบวงนอกสุดมีขนาดเล็กที่สุด กลีบวงในมีขนาดใหญ่กว่ารวมทั้งเรียงทับกัน รูปรีกว้าง ยาว 2 มิลลิเมตร ออกจะสะอาด กลีบดอกมี 3 หรือ 6 กลีบ สอบแคบ ปลายเว้าตื้น ยาว 1 มิลลิเมตร เกลี้ยง เกสรเพศผู้มี 3 อัน เป็นรูปกระบอง ยาว 1.5-2 มม. ดอกเพศภรรยา กลีบเลี้ยงวงในรูปกลม ยาว 2 มิลลิเมตร ข้างนอกมีขนประปราย กลีบดอกมี 6 กลีบ รูปรีแกมขอบขนาน ยาว 1 มิลลิเมตร เกสรเพศเมียมี 8-9 อัน แต่ละอันยาวไม่ถึง 1 มม. ติดอยู่บนก้านยกสั้นๆยอดเกสรเพศเมียไม่มีก้าน ผลเป็นผลกลุ่ม ผลกลมรูปไข่กลับ กว้าง 6-7 มม. ยาว 7-10 มม. ผิวเกลี้ยง มีเม็ดแข็ง ผลสีเขียว ฉ่ำน้ำ ออกเป็นพวง ตามข้อแล้วก็ซอกใบ ติดบนก้านยาว 3-4 มม. เมื่อสุกจะกลายเป็นสีส้มแล้วก็สีแดงสด เม็ดรูปเกือกม้า ผนังผลชั้นในมีสันไม่เรียบร้อย ออกดอกตอนมี.ค.ถึงม.ย.
การขยายพันธุ์
       ย่านางเป็นพืชที่เจริญก้าวหน้าได้ ในดินเกือบทุกประเภท ชอบดินร่วนคละเคล้าทรายจะเจริญได้ดิบได้ดี การปลูกลงในฤดูฝน จะเจริญเติบโตได้ดีมากยิ่งกว่า จะงอกงามเร็วกว่าปลูกลงในช่วงอื่น ย่านางที่ปลูกได้ไม่ยากขึ้นง่าย รักษาง่าย ไม่ต้องดูแลมาก ทนความแห้งได้ดี
ส่วนการขยายพันธุ์สามารถเพาะพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเม็ด หรือการแยกเหง้าปลูก แม้กระนั้นวิธีที่เป็นที่ชื่นชอบในตอนนี้เป็นการเพาะเม็ด เม็ดย่านางจะมีอัตราการงอกของเม็ดสูง แต่จำเป็นต้องใช้เมล็ดที่แก่เต็มกำลังที่มีลักษณะสีดำ ซึ่งควรนำมาตากแห้ง 5-7 วัน ก่อนปลูก การปลูกด้วยการหยอดเม็ดต้องระมัดระวังอย่าขุดหลุมลึก เพราะจะทำให้เม็ดเน่าได้ง่าย
ส่วนการดูแลและรักษาย่านางไม่มียุ่งยากมาก ด้วยเหตุว่าย่านางจะเติบโตก้าวหน้า ในดินมีความชุ่มชื้นพอเพียง รวมทั้งสามารถเติบโตได้หากแม้จะมีวัชพืชขึ้นครึ้ม เนื่องด้วยต้นย่านางจะสร้างเถาเลื้อยอยู่ข้างบนพืชชนิดอื่น
สำหรับหัวข้อการให้ปุ๋ยย่านางนั้นไม่มีความจำเป็น หากว่าดินมีสภาพอินทรีย์วัตถุที่พอเพียง เราสามารถใช้เพียงแค่ปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์ 1 ถัง/ต้น ก็เพียงพอ แต่หากจะให้ใบเขียวเข้มเยอะขึ้นเรื่อยๆ บางทีอาจจะต้องให้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 หรือปุ๋ยยูเรียเพิ่มในอัตรา 50-100 กรัม/ต้น หรือประมาณ 1 กำมือ สำหรับต้นที่แตกเถายาว ส่วนต้นขนาดเล็กจำเป็นต้องปรับปริมาณลดน้อยลง แล้วนำต้นกล้าที่ได้มาปลูกในแปลงดิน ให้มีระยะห่างระหว่างต้นราวๆ 1×1 เมตร รวมทั้งเมื่อต้นเริ่มเลื้อยเลื้อย ให้ทำหลักปักไว้ ทำค้างให้เถาเลื้อยขึ้น
การเก็บผลิตผลย่านาง  จะเริ่มเก็บผลิตผลใบย่านาง ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ข้างหลังปลูกภายในแปลง ใบมีขนาดโตสุดกำลังมีสีเขียว จะสามารถเก็บเกี่ยวใบย่านางได้ และจะเก็บได้ตลอดไปเรื่อยๆ
ส่วนประกอบทางเคมี
                สาระสำคัญที่เจอในใบย่านางส่วนมากจะเป็นสารกลุ่มฟินอลิก (phenolic compound) อาทิเช่น มิเนโคไซด์ (Minecoside), กรดพาราไฮดรอกซีเบนโซอิก (p-hydroxy benzoic acid) และสารในกรุ๊ปฟลาโม้นไกลโคไซด์ เช่น สารโมโนอีพอกซีเบตาแคโรทีน (moonoepoxy-betacarotene) และอนุพันธ์ของกรดซินนามิก (flavones glycosidf cinnamic acid derivative) ส่วนสารอัลาลอยด์ (alkaloid) ได้แก่ ทิเรียวัวรีน
(tiliacorine) , ทิเรียวัวลินิน (Tiliacorinine) , นอร์ทิเรียโครินิน (nor-tiliacorinine) , tiliacorinin 2,-N-oxide Tiliandrine , Tetraandrine และก็ D-isochondendrine พบได้ทั้งในราก รวมทั้งใบย่านาง  และก็การเล่าเรียนองค์ประกอบหลักที่มีฤทธิ์ต้านไข้จับสั่นจากรากย่านาง โดยสกัดรากด้วยตัวทำละลาย  chloroform:methanol:ammonium hydroxide ในอัตราส่วน (50:50:1) ใช้วิธีแยกสารด้วย column chromatography  และการตกผลึก พบว่าได้สารประกอบ alkaloid  2 จำพวกหมายถึงtiliacorinine (I) รวมทั้ง tiliacorine (II) ปริมาณ  0.0082% รวมทั้ง 0.0029% เป็นลำดับ  ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของย่านางนั้นมีดังนี้
-               พลังงาน 95 กิโลแคลอรี
-               เส้นใย 7.9 กรัม
-               แคลเซียม 155.0 กรัม
-               ธาตุฟอสฟอรัส 11.0 มก.
-               เหล็ก 7.0 มก.
-               วิตามินเอ 30625 (IU)
-               วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มิลลิกรัม                              Minecoside
-               วิตามินบีสอง 0.36 มก.
-               ไนอาซิน 1.4 มิลลิกรัม
-               วิตามินซี 141.0 มิลลิกรัม
-               เถ้า 8.46%
-               ไขมัน 1.26%
-               โปรตีน 15%                                          Tiliacorine
-               น้ำตาลทั้งหมดทั้งปวง 59.47%
-               แคลเซียม 1.42%
-               ฟอสฟอรัส 0.24%
-               โพแทสเซียม 1.29%
-               กรดยูเรนิค 10.12%
-               โมโนแซคค้างไรด์
-               แรมโนส 0.50%
-               อะราบิโนส 7.70% หน่วยเปอร์เซ็นต์ (ใบย่านาง 100 กรัม/น้ำหนักแห้ง)       tiliacorinine
-               กาแลคโตส 8.36%
-               เดกซ์โทรส 11.04%
-               ไซโลส 72.90%
ผลดี/สรรพคุณ ใบย่านางเป็นสมุนไพรเย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ และยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อสุขภาพร่างกายอีกมากมาย ตัวอย่างเช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีนในปริมาณออกจะสูง โดยเป็นสมุนไพรที่ใครหลายๆคนต่างก็คุ้นเคยกันดี เพราะว่านิยมเอามาเป็นเครื่องปรุงรสช่วยเพิ่มความกลมกล่อมของของกิน ดังเช่น แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ แกงเลียง แกงหวาน
ประโยชน์ย่านางที่ใช้เป็นของกินมีดังนี้
ใบย่านาง เก็บบริโภคได้ตลอดปี ยอดอ่อนแตกใบมากมายในฤดูฝน ยอดอ่อนของเถาย่านางใช้กินแกล้มแนมกับของกินเผ็ด คนประเทศไทยอีสานแล้วก็ชาวลาวใช้ใบย่านางคั้นเอาน้ำปรุงอาหารต่างๆทำให้น้ำซุปข้นขึ้น เป็นต้นว่า แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ ย่านางสามารถลดฤทธิ์กรดยูริกในหน่อไม้ได้ ลดความขมของหน่อไม้ รวมทั้งเพิ่มคลอโรฟิลล์และอนุภาคบีตาแคโรทีนให้กับอาหารดังที่กล่าวมาแล้ว
นอกจากนั้นยังใส่น้ำคั้นใบย่านางในแกงเห็ด ต้มเปื้อน แกงขี้เหล็ก แกงขนุน แกงผักอีลอก แกงยอดหวาย แกงอีลอก นำไปอ่อมแล้วก็หมก
ชาวใต้ใช้ยอด ใบเพสลาด (เป็นใบที่ไม่อ่อน ไม่แก่เกินความจำเป็น) นำไปแกงเลียง แกงหวาน แกงขี้เหล็ก น้ำคั้นจากใบช่วยลดความขมของใบขี้เหล็กได้ นอกนั้นยังนำไปผัด แกงกะทิ รวมทั้งหั่นซอยกินกับข้าวยำได้อีก ผลสุกใช้กินเล่น ส่วนชาวเหนือใช้ยอดย่านางอ่อนนำมาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก ใบแก่คั้นน้ำเอามาใส่แกงพื้นเมือง ดังเช่น แกงหน่อไม้ แกงแค
ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของย่านางหมายถึง แบบเรียนยาไทย  ใช้ ราก รสจืด รสจืดขม ใช้ในตำรับยาแก้ไข้เบญจโลกวชิระ (มีรากย่านาง รวมกับรากเท้าคุณยายม่อม รากมะเดื่อชุมพร รากคนทา รากชิงชี่ อย่างละเท่าๆกัน) แก้ไข้ (ใช้รากแห้งทีละ 1 กำมือ หรือราวๆ 15 กรัม ต้มกับน้ำกินก่อนอาหารตอนเช้า ตอนกลางวัน เย็น) แก้พิษเมาเบื่อ กระทุ้งพิษไข้ แก้เมาสุรา ทำลายพิษผิดสำแดง เอามาต้มกินเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น แก้ไข้ ขับพิษต่างๆแก้ท้องผูก ปรุงยาแก้ไข้รากสาด ไข้กลับ ไข้หัว ไข้พิษ ไข้สันนิบาต ไข้ป่าเรื้องรัง ไข้ทับระดู บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ แก้พิษด้านในให้ตกสิ้น แก้โรคหัวใจบวม แก้กำเดา แก้ลม แก้ไข้จับสั่น แก้เมาสุรา รากผสมกับรากหมาน้อย ต้มกินแก้ไข้มาลาเรีย ลำต้น รสจืดขม ทำลายพิษผิดสำแดง รักษาพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้พิษ แก้ไข้รากสาด ไข้ดำแดง ไข้โรคฝีดาษ ไข้เซื่องซึม ไข้กลับไข้ซ้ำ แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว แก้ลิ้นกระด้าง รักษาโรคปวดข้อ ก้านที่มีใบผสมกับพืชอื่นใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย ใบ รสจืดขม กินทำลายพิษ แก้ไข้ แก้ไข้รากสาด ไข้พิษ ไข้เซื่องซึม ไข้หัว ไข้พิษ ปวดศรีษะตัวร้อน อีสุกอีใส ฝึก ลิ้นหยาบคางแข็ง เป็นยากวาดคอ แก้ไข้ไข้ทรพิษ ไข้ดำแดง
ส่วนอีกตำราเรียนหนึ่งกล่าวว่า ราก นำรากมาต้มดื่มแก้ร้อนใน แก้ดับหิว ทุเลาอาการไข้ ไข้รากสาด อีสุกอีใส ไข้ทรพิษ ทำลายพิษแฮงค์ เมาสุรา บรรเทาท้องผูก ท้องเสีย บำรุงหัวใจ ถอนพิษ รวมทั้งลดพิษจากพืช สัตว์ และก็สารเคมีในร่างกาย  ลำต้น ลำต้นนำมาต้มหรือบดคั้นน้ำดื่ม ทุเลาอาการไข้ประเภทต่างๆลดพิษร้อน พิษจากพืช เห็ด และลดพิษยาฆ่าแมลงในร่างกาย  ใบ  นำใบมาบดคั้นน้ำสด หรือเอามาต้มน้ำ รวมทั้งใบตากแห้งอัดใส่แคปซูลกิน มีฤทธิ์ในทางยาหลายด้าน ตัวอย่างเช่น บรรเทาอาการร้อนใน บรรเทาอาการไม่สบาย ตัวร้อน ทุเลาไข้รากสาด ไข้ฝีดาษลดพิษสารกำจัดแมลงภายในร่างกาย รวมทั้งถอนพิษอื่นๆ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือใช้รากต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น แล้วก็ใช้รากยานางผสมรากสุนัขน้อย ต้มแก้ไข้มาลาเรีย บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศคณะกรรมการปรับปรุงระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เจาะจงการใช้ย่านางในตำรับ “ยาห้าราก” มีส่วนประกอบของรากย่านางร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์บรรเทาอาการไข้ ส่วนด้านการแพทย์แผนปัจจุบันกล่าวว่า ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของย่านาง โดยพบว่าย่านางมีฤทธิ์ลดไข้ ยับยั้งการเติบโตของเชื้อไข้จับสั่น Plasmodium falciparum แก้ปวด ลดระดับความดันโลหิต ต่อต้านเชื้อจุลชีวิน ต้านทานการแพ้ ลดการหดเกร็งของไส้ ต่อต้านการเจริญก้าวหน้าของเซลล์ของมะเร็ง ยั้งเอนไซม์ acetylcholinesterase รวมทั้งมีฤทธิ์อย่างอ่อนๆในการต้านอนุมูลอิสระ  รวมทั้งยังมีคุณลักษณะกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวครั้ง-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte) ต้านจุลชีวิน Staphylococcus aureus, Bacillus cereus, Escherichia coli และก็ Salmonellaspp. และก็ยังมีคุณสมบัติกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวคราว-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte)  ต่อต้านจุลินทรีย์ Staphylococcus  aureus,  Bacillus  cereus,  Escherichia  coli รวมทั้ง Salmonella spp. ต้านไข้ และต้านทานอนุมูลอิสระ ใบย่านางปราศจากอันตรกิริยา (interaction) กับยารักษาโรคเรื้อรังได้แก่ โรคหัวใจและเส้นโลหิต โรคกระดูกแล้วก็ข้อโรคเบาหวาน โรคระบบทางเท้าหายใจ
แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้ แก้ไข้ ใช้รากย่านางแห้ง 1 กำมือ โดยประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำ 2 แก้วครึ่ง เคี่ยวให้เหลือ 2 แก้ว ให้ดื่มครั้ง1-2 แก้ว ก่อนอาหาร 3 เวลา   แก้ป่วง (ปวดท้องด้วยเหตุว่ากินอาหารผิดสำแดง)ใช้รากย่านางแดงแล้วก็รากมะปรางหวาน ฝนกับน้ำอุ่น แม้กระนั้นไม่ถึงกับข้น ดื่มทีละ 1-2  แก้วต่อครั้ง วันละ 3-4 ครั้ง หรือทุกๆ2 ชั่วโมง ถ้าหากไม่มีรากมะปรางหวาน ก็ใช้รากย่านางแดงอย่างเดียวก็ได้ หรือถ้าให้ดีขึ้น ใช้รากมะขามฝนรวมด้วย   ถอนพิษเบื่อเมาในของกิน เป็นต้นว่า เห็ด กลอย ใช้รากย่านางต้นและก็ใบ 1 กำมือ  ตำผสมกับข้าวสารเจ้า 1 หยิบมือ เพิ่มน้ำคั้นให้ได้ 1 แก้ว กรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่เกลือแล้วก็น้ำตาลน้อยพอเพียงดื่มง่ายให้หมดอีกทั้งแก้ว ทำให้อ้วกออกมา จะช่วยทำให้ดียิ่งขึ้น   ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ใช้หัวย่านางเคี่ยวกับน้ำ 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วนดื่มครั้งละ 1-2 แก้ว  การใช้เป็นยาพื้นเมืองในภาคอีสาน   ใช้ราก ต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น   ใช้รากย่านางผสมรากสุนัขน้อย ต้มแก้ไข้ไข้จับสั่น   ใช้ราก ต้มขับพิษต่างๆ น้ำย่านางเมื่อนำมาผสมกับดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากผสมกระทั่งเหลว สามารถนำมาทา สิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนองได้อีกด้วย

การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อไข้จับสั่น        เล่าเรียนฤทธิ์ต่อต้านเชื้อมาลาเรีย Plasmodium falciparum ของสารสกัดรากย่านางด้วยเมทานอล ซึ่งสารสกัดมีสาร alkaloid เป็นส่วนประกอบ 2 ส่วนสกัด คือส่วนที่ละลายน้ำ และก็ส่วนที่ไม่ละลายน้ำ พบว่าเฉพาะสาร alkaloid ที่ไม่ละลายน้ำ (water-insoluble alkaloid) มีฤทธิ์เพิ่มการหยุดยั้งเชื้อไข้จับสั่น จากส่วนประกอบทางเคมีที่แยกได้ เจอสาร alkaloid ที่แตกต่างกัน 5 ประเภท ในกลุ่ม bisbenzyl isoquinoline อย่างเช่น tiliacorine, tiliacorinine, nor-tiliacorinine A, และสาร alkaloid ที่ไม่อาจจะกำหนดองค์ประกอบได้ คือ G รวมทั้ง H ซึ่งพบว่าสาร alkaloid G มีฤทธิ์สูงสุดสำหรับเพื่อการกำจัดเชื้อไข้จับสั่นระยะ schizont (เป็นระยะที่เชื้อไข้จับสั่นเข้าสู่เซลล์ตับ แล้วเปลี่ยนรูปร่างเป็นกลมรี และมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการแบ่งนิวเคลียสเป็นหลายๆก้อน) โดยมีค่า ID50 เท่ากับ 344 ng/mL และก็ตามด้วย nor-tiliacorinine A และก็ tiliacorine เป็นลำดับ (ID50s เท่ากับ 558 แล้วก็ 675 mg/mL ตามลำดับ)
ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อวัณโรค   สาร bisbenzylisoquinoline alkaloids 3 ประเภท เป็นต้นว่า tiliacorinine, 20-nortiliacorinine และก็ tiliacorine ที่แยกได้จากรากย่านาง แล้วก็อนุพันธ์สังเคราะห์ 1 ประเภท คือ 13҆-bromo-tiliacorinine   สารทั้ง 4 ชนิดนี้ ได้เอามาทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อวัณโรคสายพันธุ์ดื้อยา multidrug-resistant Mycobacterium tuberculosis (MDR-MTB)  ผลการทดสอบพบว่า สารทั้ง 4 จำพวก มีค่า MIC อยุ่ระหว่าง 0.7 - 6.2 μg/ml แม้กระนั้นที่ค่า MIC พอๆกับ 3.1 μg/ml เป็นค่าซึ่งสามารถยั้ง  MDR-MTB ได้จำนวนมากที่สุด
ฤทธิ์ต้านมะเร็ง     การเรียนรู้ฤทธิ์ยับยั้งเซลล์ของโรคมะเร็งท่อน้ำดี ในหลอดทดลอง แล้วก็ในสัตว์ทดลอง โดยเรียนผลของสาร tiliacorinine ซึ่งเป็นสาร กรุ๊ป alkaloid ที่เจอในย่านาง  สำหรับเพื่อการทดลอง in vivo ทำในหนูถีบจักร เพื่อดูผลลดการก้าวหน้าของก้อน   เนื้องอกในหนูที่ได้รับเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี และก็สาร tiliacorinine  ผลการทดสอบพบว่า  tiliacorinine  มีความนัยสำคัญสำหรับในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์ของมะเร็งท่อน้ำดีในหลอดทดลอง โดยมีค่า IC50 พอๆกับ 4.5-7 µM โดยกลไกการกระตุ้นกระบวนการ apoptosis ซึ่งเป็นวิธีการสำหรับการกำจัดเซลล์เปลี่ยนไปจากปกติ แล้วก็เซลล์มะเร็งภายในร่างกาย แล้วก็การทดลองในหนูพบว่าสามารถลดการเจริญก้าวหน้าของก้อนเนื้องอกในหนูได้
การทดลองฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระของผักประจำถิ่นไทย จำนวน 6 จำพวก ดังเช่น ผักฉันด ผักติ้ว ผักปลังขาว ย่านาง ผักเหมียง รวมทั้งผักหวานบ้าน โดยการสกัดสารสำคัญด้วยแอลกอฮอล์จากผักแต่ละชนิด ทดสอบฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากผักทั้ง 6 จำพวกเปรียบเทียบกับตัวควบคุม วิตามินซี และก็วิตามินอี สารสกัดจากย่านางส่วนที่ละลายน้ำรวมทั้งส่วนที่ไม่ละลายน้ำให้ค่า IC50 499.24 และ 772.63 ไมโครกรัม/มล. เป็นลำดับ เมื่อเทียบกับค่าที่ได้จากวิตามินซี และก็วิตามินอีที่ IC50 9.34 และ 15.91 ไมโครกรัม/มล. เป็นลำดับ
งานค้นคว้าอีกชิ้นหนึ่งในประเทศไทยวิเคราะห์ฤทธิ์หยุดปวดแล้วก็ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบของพืชผักพื้นเมืองอีสาน 10 จำพวก การตรวจหาฤทธิ์หยุดปวดโดยใช้ writhing test และ tail flick test สำหรับการตรวจฤทธิ์ต้านอักเสบ ใช้ rat hind paw edema model
ผลการทดสอบใช้สารสกัดผักพื้นบ้านด้วยน้ำ ขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักตัวของหนูเพศผู้ 1 กก. พบว่าสารสกัดจาก ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง ผักกาดฮีน มะระขี้นก ผักชะพลู และก็ผักชีลาว มีผลลดการเกิด writhing ในหนูปริมาณร้อยละ 35-64 (p<0.05)
การทดสอบฤทธิ์ยับยั้งปวดด้วย tail flick test พบว่าสารสกัดจากใบตำลึงและก็ใบย่านางมีฤทธิ์ระงับปวด หลังจากนั้นเลือกเฟ้นสารสกัดที่มีฤทธิ์สูงที่สุด 4 จำพวก ดังเช่น ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง แล้วก็ผักกาดฮีนมากระทำทดสอบฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยใช้คาราจีแนนเป็นสารระตุ้น  พบว่าสารสกัดทั้งยัง 4 ชนิดไม่มีฤทธิ์ต้านอักเสบในสัตว์ทดสอบ ผู้ศึกษาวิจัยเชื่อว่าสารสกัดจากใบตำลึงและใบย่านางบางครั้งอาจจะออกฤทธิ์ยับยั้งปวดต่อระบบประสาท
ส่วนงานศึกษาค้นคว้าจากมหาวิทยาลัยมหิดลในห้องแลปเบื้องต้นพบว่า สารสกัดใบย่านางมีฤทธิ์กระตุ้นลักษณะการทำงานของรีเซ็ปเตอร์ที่ขนคอเลสเตอรอลไปสู่ตับ แต่ว่าไม่เคยรู้ว่าจะมีผลลดคอเลสเตอรอลในเลือดของระบบร่างกายหรือไม่ การค้นพบนี้บางทีอาจเกี่ยวเนื่องกับคุณลักษณะของย่านางที่ใช้รักษาโรคหัวใจมาแต่ว่าโบราณได้ หากแต่ว่าควรมีการเรียนรู้เพิ่มอีกถัดไป
จากการทดลองฤทธิ์ลดไข้ของสารสกัด 50% เอทานอลจากรากย่านาง เมื่อนำไปตรวจตราฤทธิ์สำหรับในการลดไข้ พบว่าไม่มีคุณสมบัติสำหรับในการลดไข้แม้กระนั้นเป็นพิษต่อสัตว์ทดลอง การศึกษาค้นคว้าวิจัยทางเคมีได้แยกอัลคาลอยด์ ออกมาสองชนิดเป็นอัลคาลอยด์ที่ไม่ละลายน้ำ(water-insoluble alkaloids) แล้วก็อัลค้างลอด์ที่ละลายน้ำ (water-soluble quarternary base) เมื่อสำรวจฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของอัลคาลอยด์ที่แยกได้ พบว่าการเกิดพิษต่อสัตว์ทดลองมีต้นเหตุที่เกิดจาก water-soluble quarternary base ซึ่งมีฤทธิ์เหมือน curare จากการตรวจค้นสูตรโครงสร้างสรุปได้ว่า water-soluble quarternary base นี้อาจอยู่ในประเภท aporphine alkaloids
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา พิษกะทันหัน แล้วก็ครึ่งหนึ่งเรื้อรังของย่านาง 
          เรียนพิษทันควันของสารสกัดน้ำจากทุกส่วนของย่านาง โดยการป้อนสารสกัด ในหนูเพศผู้ แล้วก็เพศเมีย ประเภทละ 5 ตัว ในขนาด  5,000 mg/kg เพียงแต่ครั้งเดียว พบว่าไม่มีอาการแสดงของสภาวะเป็นพิษเกิดขึ้น แล้วก็  ไม่มีการแสดงพฤติกรรมที่แตกต่างจากปกติ รวมทั้งไม่มีการเสียชีวิต หรือการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อด้านใน สารสกัดใบย่านางด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 50 ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังของหนู ปริมาณ 10 กรัม ต่อน้ำหนักตัวของหนู 1 กิโล (คิดเป็นจำนวน 6,250 เท่าของปริมาณที่คนได้รับ) ไม่แสดงความเป็นพิษ   การเล่าเรียนพิษเรื้องรัง ทดลองโดยป้อนสารสกัดแก่ตัวทดลอง เพศผู้ และก็เพศเมีย ประเภทละ 10 ตัว แต่ละวัน ในขนาดความเข้มข้น 300, 600 รวมทั้ง 1,200 mg/kg ติดต่อกันนาน 90 วัน   ไม่เจอความแตกต่างจากปกติทางด้านความประพฤติ รวมทั้งสุขภาพ หนูในกลุ่มทดลอง รวมทั้งกลุ่มควบคุม จะมีการทดสอบในวันที่ 90 รวมทั้ง 118 โดยตรวจร่างกาย แล้วก็มีกรุ๊ปที่ติดตามผลถัดไปอีก 118 วัน ผลการทสอบพบว่า น้ำหนักของอวัยวะ ค่าวิชาชีวเคมีในเลือด แล้วก็เนื้อเยื่ออวัยวะภายใน ไม่พบการเกิดพิษ  ผลการศึกษาทำให้เห็นว่า สารสกัดย่านางด้วยน้ำ ไม่ทำให้เกิดพิษเฉียบพลัน แล้วก็พิษกึ่งเรื้อรังในหนูทดลอง ทั้งในหนูเพศผู้ แล้วก็เพศเมีย
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรไตร่ตรอง

  • เมื่อทำน้ำย่านางเสร็จแล้วควรจะดื่มทันที เพราะเหตุว่าหากทิ้งไว้นานเหลือเกินจะกำเนิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยวหรือเกิดการบูดขึ้นได้ แต่สามารถนำมาแช่ตู้เย็นได้ รวมทั้งควรดื่มให้หมดภายใน 3 วัน
  • สำหรับในการดื่มน้ำย่านาง ควรดื่มก่อนที่จะรับประทานอาหารหรือตอนท้องว่างราวครึ่งแก้ว 3 ครั้งต่อวัน
  • บางบุคคลที่คิดว่าน้ำย่านาง เหม็นเขียว รับประทานยากสามารถนำน้ำย่านางไปต้มให้เดือดแล้วนำมาดื่มหรือจะผสมกับน้ำสมุนไพรชนิดอื่นๆก็ได้ ได้แก่ ขิง ตะไคร้ ขมิ้น หรือจะผสมกับน้ำมะพร้าว น้ำมะนาว น้ำตาล หรือแม้แต่น้ำหวานก็ได้เช่นเดียวกัน
  • ควรดื่มปริมาณแต่พอดิบพอดี ถ้าดื่มแล้วรู้สึกแพ้ พะอืดพะอม ก็ควรจะลดความเข้มข้นของสมุนไพรที่ใส่ลงไปให้ลดน้อยลง
เอกสารอ้างอิง

  • Dechatiwongse T, Kanchanapee P, Nishimoto K. Isolation of active principle from Ya-nang (Tiliacora triandra Diels). Bull Dept Med Sci. 1974;16(2):75-81.
  • อัจฉราภรณ์  ดวงใจ , นันทีทิพ ลิ้มเพียรชอบ, ขนิษฐพร  ไตรศรัทธ์ .คุณสมบัติคลอเรสเตอรอลของสารสกัดใบย่านางในเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่เลี้ยงต่อเนื่อง Caco-2.คอลัมน์บทความวิจัย.วารสารนเรศวรพะเยา.ปีที่8.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม 2558.หน้า87-92
  • รศ.ดร.กรณ์กาญจน์ ภมรประวัติธนะ.มหัศจรรย์ย่านาง จากซุปหน่อไม้ถึงเครื่องดื่มสุขภาพ.คอลัมน์บทความพิเศษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่370.กุมภาพันธ์.2553
  • Sireeratawong S, Lertprasertsuke N, Srisawat U, Thuppia A, Ngamjariyawat A, Suwanlikhid N, et al. Acute and subchronic toxicity study of the water extract from Tiliacora triandra (Colebr.) Diels in rats. Sonklanakarin J Sci and Technol. 2008;30(5):611-619.
  • ย่านาง...อาหารที่เป็นยา.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Pavanand K, Webster HK, Yongvanitchit K, Dechatiwongse T. Antimalarial activity of Tiliacora triandra Diels against Plasmodium falciparum in vitro. Phytotherapy Research. 1989;3(5):215-217.
  • ย่านาง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ชุตินันท์ ประสิทธิ์ภูริปรีชา.เอกชัย ดำเกลี้ยง,พยุงศักดิ์ สุรินต๊ะ , วสันต์ ดีล้ำ, ฤทธิ์ปรับ ภูมิคึ้มกัน ต้านออกซิเดชั่น และต้านจุลชีพของสารสกัดผักพื้นบ้านและสมุนไพรอีสาน,วารสารเภสัชศาสตร์อีสาน
  • Janeklang S,
Logged
Pages: [1]
  Send this topic  |  Print  
 
Jump to:  

Powered by MySQL Powered by PHP Metallic Abyss Theme by SMFers
Powered by SMF 1.1.5 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!